| ชื่อเรื่อง | : | พฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ |
| นักวิจัย | : | ปริทรรศ ศิลปกิจ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5368 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี ภาครัฐและเอกชน ในอำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัญหาของนักบริหารสตรีในภาครัฐ และเอกชนประชากรที่ทำการ ศึกษา คือ นักบริหารสตรีที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ 30 คน และภาคเอกชน 30 คน ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ และปัญหาของนักบริหารสตรีในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลนี้ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้ สถิติค่าความถี่อัตราร้อยละ T-test, ค่า Chi-square และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลจากการศึกษาพบว่า นักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมากอายุ 41-50 ปี และมีสถานภาพสมรสแล้ว มีการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป เป็นบุตร คนแรกมากที่สุดมีพี่น้อง 4 คน และบุตร 2 คน อาชีพบิดารับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มากที่สุด ส่วนอาชีพมารดานั้นเป็นแม่บ้านมากที่สุด นักบริหารสตรีที่มีพฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งงานและมุ่งคนตามทฤษฎีตาข่ายการจัดการของเบลก และมูตอง พบว่า อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 6.71 และ 7.5 ตามลำดับ แสดง ว่าเป็นผู้นำแบบเดินสายกลาง (Middle of the road) และผู้นำแบบเล่นเป็นทีม (Team Approach) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของพฤติกรรมผู้นำทั้งสองด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้ง 2 กลุ่ม นักบริหารสตรีที่มีพฤติกรรมผู้นำมุ่งงานภาคเอกชน มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าอาชีพรับ ราชการ คือ 7.07 และ 6.36 ส่วนนักบริหารสตรีที่มีพฤติกรรมผู้นำมุ่งคนกลับพบว่าอาชีพรับ ราชการมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าภาคเอกชน คือ 7.54 และ 7.44 ตามลำดับ โดยไม่พบความแตกต่าง ของพฤติกรรมผู้นำด้านมุ่งคนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบค่า คะแนนเฉลี่ยของนักบริหารสตรีที่มีพฤติกรรมผู้นำในด้านมุ่งงานและมุ่งคนจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยพื้นฐานด้านอื่น ๆ พบว่า พฤติกรรมผู้นำด้านมุ่งงานและมุ่งคน ไม่มีความ แตกต่างกันตามอาชีพ สถานภาพ อายุ ยกเว้นพฤติกรรมผู้นำด้านมุ่งคนที่แตกต่างกันตามการศึกษา สำหรับปัญหาของนักบริหารสตรีที่พบบ่อยที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียม ชาย บทบาทภาระหน้าที่ในครอบครัวเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในที่ทำงาน และการเผชิญกับอคติ ที่มีต่อการทำงานของสตรี ซึ่งปัญหาของทั้ง 2 กลุ่ม โดยรวมนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งและไม่มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมาก |
| บรรณานุกรม | : |
ปริทรรศ ศิลปกิจ . (2540). พฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ปริทรรศ ศิลปกิจ . 2540. "พฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ปริทรรศ ศิลปกิจ . "พฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. ปริทรรศ ศิลปกิจ . พฤติกรรมผู้นำของนักบริหารสตรี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
