ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย
นักวิจัย : อ้อยทิน จันทร์เมือง
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5292
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อยได้ ทำการ ทดลอง ณ แปลงทดลองศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยวางแผน การทดลองแบบ split plot design โดยให้ main plot เป็น อ้อย 4 พันธุ์ คือ CP 78-1628, K 88-92, K 84-200 และ U-Tong 2 ให้ sub-plot เป็นวันปลูก โดยวันปลูกที่หนึ่งคือ วันที่ 19 ตุลาคม 2538 และวันปลูกที่สอง คือวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ทำการทดลองทั้งหมด 4 ซ้ำ ผลการทดลองพบว่า อ้อยแต่ละพันธุ์ในทั้งสองวันปลูกมีค่าอุณหภูมิสะสม (Growing Degree Day) ตลอดฤดูกาลเพาะปลูกเฉลี่ยเท่ากับ 5,205, 5,261, 5,177 และ 4,960 องศาเซลเซียส ในพันธุ์ CP 78-1628, K 88-92, K 84-200 และ U-Tong 2 ตามลำดับ ในวันปลูกที่หนึ่งอ้อย ทั้งสี่พันธุ์ใช้อุณหภูมิสะสมในการสร้างใบหนึ่งใบ (phyllochron) เฉลี่ย 136 องศาเซลเซียส หรือมีอัตราการปรากฏใบ 0.114 ใบต่อวัน โดยพันธุ์ K 88-92 มีอัตราการปรากฏใบสูงสุด (0.118 ใบต่อวัน) และพันธุ์ CP 78-1628 มีอัตราปรากฏใบต่ำสุด (0.106 ใบต่อวัน) ในวันปลูก ที่สองอ้อยทั้งสี่พันธุ์มีค่า phyllochron เฉลี่ยเท่ากับ 116 องศาเซลเซียส หรือมีอัตราการ ปรากฏใบเท่ากับ 0.146 ใบต่อวัน โดยพันธุ์ U-Thong 2 มีอัตราการปรากฏใบสูงสุด (0.144 ใบ ต่อวัน) และพันธุ์ K 84-200 มีอัตราปรากฏใบต่ำสุด (0.138 ใบต่อวัน) เมื่อพิจารณาค่า phyllochron ของอ้อยทั้งสี่พันธุ์เฉลี่ยในทั้งสองวันปลูกจะเท่ากับ 126 องศาเซลเซียส หรือมี อัตราการเกิดใบใหม่ 0.130 ใบต่อวัน พัฒนาการทางด้านความกว้างใบ ความยาวใบ และพื้นที่ใบ จะมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมีตำแหน่งใบสูงขึ้นจนกระทั่งถึงประมาณตำแนห่งใบที่ 32 จากนั้นความ กว้างใบ ความยาวใบ และพื้นที่ใบก็จะมีค่าลดลงจนกระทั่งถึงใบธง จากผลการศึกษานี้สามารถแบ่ง กลุ่มอ้อยตามขนาดความกว้างใบและพื้นที่ใบได้ 3 กลุ่มได้แก่ คือ กลุ่มที่หนึ่งได้แก่พันธุ์ U-Thong 2 และ K 84-200 ซึ่งมีค่าความกว้างใบและพื้นทีใบสูงสุด รองลงมาคือกลุ่มที่สอง ได้แก่พันธุ์ K 88-92 และ กลุ่มที่สามได้แก่พันธุ์ CP 78-1628 และสามารถหาค่าตรวจปรับ เฉลี่ย (K) เพื่อใช้ประเมินพื้นที่ใบจริงจากความกว้างใบและความยาวใบได้ค่าใกล้เคียงกันใน ทั้งสองวันปลูกคือเฉลี่ยเท่ากับ 0.7 ในอ้อยทุกพันธุ์โดยสมการการคำนวณพื้นที่ใบอ้อยเท่ากับ 0.7 x (ความกว้างสูงสุดของใบ x ความยาวสูงสุดของใบ) พัฒนาการของอ้อยสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะด้วยกัน คือ ระยะที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่ปลูก จนถึงงอกของลำต้นหลัก ระยะที่สองตั้งแต่งอกของลำต้นหลักจนถึงเริ่มแตกหน่อแรก ระยะสาม ตั้งแต่เริ่มแตกหน่อแรกถึงจำนวนหน่อสูงสุด ระยะที่สี่ตั้งแต่จำนวนหน่อสูงสุดถึงจำนวนหน่อ คงที่ และระยะสุดท้ายตั้งแต่จำนวนหน่อคงที่ถึงการปรากฎช่อดอก และพบว่าพันธุ์ U-Thong 2 มีระยะพัฒนาการเร็วที่สุด รองลงมาคือพันธุ์ K84-220, K 88-92 และ CP 78-1692 ตามลำดับ

บรรณานุกรม :
อ้อยทิน จันทร์เมือง . (2540). ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อ้อยทิน จันทร์เมือง . 2540. "ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อ้อยทิน จันทร์เมือง . "ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
อ้อยทิน จันทร์เมือง . ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมและกระบวนการพัฒนาการของอ้อย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.