ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ
นักวิจัย : บุษกร มงคลพิทยาธร
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5282
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาผลของการใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้วิธีการปลูกพืชในกระถางและแบ่งเป็นสี่การทดลอง ย่อย การทดลองแรกเป็นการศึกษาความแตกต่างของพันธุ์สตอรเบอรี่ต่อการตอบสนองต่อเชื้อวีเอ ไมคอร์ไรซา B2, Chd, Ph2 และ T5 ซึ่งได้จากพื้นที่ต่างกัน การทดลองที่สอง เป็นการศึกษาการ ตอบสนองของพันธุ์สตอรเบอรี่ต่อเชื้อวีเอไมคอร์ไรซาจากพื้นที่ต่างๆ เมื่อมีการให้ระดับธาตุ อาหารแตกต่างกัน ส่วนการทดลองที่สามและสี่เป็นการศึกษาผลของการใช้เชื้อ วีเอไมคอร์ไรซา ในการควบคุมโรครากเน่าและการผลิตไหลตามลำดับ ผลการทดลองพบว่าเมื่อใช้สารละลาย Hoagland ที่มีความเข้มข้น 1/4 เท่าของความเข้มข้นปกติและใช้วัสดุปลูกที่ผ่านการฆ่าเชื้อ สำหรับการปลูกสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 50(B5) และพันธุ์ Sequoia ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญในด้านเปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากของเชื้อวีเอไมคอร์ไรซาตลอดจนน้ำหนักแห้ง และการสะสม P ของต้นพืชแต่พันธุ์พระราชทาน 50(B5) มีเปอร์เซ็นต์ความหนาแน่นของเชื้อ วีเอไมคอร์ไรซาในรากมากกว่าพันธู์ Sequoia อย่างมีนัยสำคัญ เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาที่ได้ จากพื้นที่ต่างกัน 4 แหล่ง ให้เปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากและความหนาแน่นของเชื้อภายในราก มากกว่า control ซึ่งไม่มีการใส่เชื้อ และพบว่าเชื้อ Ph2 เท่านั้นที่แตกต่างจากเชื้อ จากแหล่งอื่นอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของการให้เปอร์เซ็นต์ความหนาแน่นของเชื้อภายในราก ต่ำกว่าเชื้ออื่นภายใต้สภาพการทดลองซึ่งมีความเข้มข้นของแสงน้อย การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา ทำให้น้ำหนักแห้งและการสะสม P ของต้นพืชต่ำกว่า control อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผล ของอิทธิพลร่วมระหว่างการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซากับพันธุ์ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในทุกข้อ ที่บันทึก เมื่อมีการใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาจากพื้นที่ต่างๆ 5 แหล่งร่วมกับการให้ธาตุอาหาร ในระดับที่ต่างกันในการปลูก สตรอเบอรี่พันธุ์ Tioga และ Selva โดยใช้วัสดุปลูกที่ผ่าน การฆ่าเชื้อ พบว่าการตอบสนองของ สตรอเบอรี่ทั้งสองพันธู์ต่อการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาจาก แต่ละแหล่งขึ้นกับระดับในการให้ธาตุอาหารพืช การให้ธาตุอาหารพืชโดยการใส่ปุ๋ยเคมีตาม อัตราแนะนำแม้ว่าจะให้ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักแห้งและการสะสม P ของต้นพืชสูงที่สุด แต่ เปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากและความหนาแน่นของเชื้อวีเอไมคอร์ไรซากลับต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบ กับการไม่ใส่ปุ๋ย ระดับการให้ธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ ไรซาแต่ละชนิดสำหรับสตรอเบอรี่แต่ละพันธุ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับเชื้อ Chd, D3 หรือ T5 การใส่ธาตุอาหารพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมี 1/4 เท่าของอัตราการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ ทำให้เปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากอยู่ในช่วงตั้งแต่ 79 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ต้น สตรอเบอรี่พันธุ์ Tioga มีน้ำหนักแห้งและการสะสม P ของต้นมากกว่าการใช้เชื้ออื่นและ ไม่แตกต่างจากการใส่ปุ๋ยในอัตราแนะนำ นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยเคมีในอัตรา 1/4 เท่าของ อัตราแนะนำยังเหมาะสมกับประสิทธิภาพการเข้าสู่รากและการให้น้ำหนักแห้งและการสะสม P สำหรับเชื้อ D3 และ Ph2 กับสตรอเบอรี่พันธุ์ Selva ด้วย เมื่อใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา D3 และ Chd ในการควบคุมโรครากเน่า โดยเปรียบเทียบ กับการใช้ยาเทอร์ราคลอร์และตำรับที่ไม่มีการควบคุมโรค โดยใช้ต้นกล้าสตรอเบอรี่พันธุ์ Tioga ทั้งที่ได้รับการใส่เชื้อ Rhizoctonia sp. และที่ไม่ใส่เชื้อในการทดสอบ พบว่าการใส่เชื้อ Rhizoctonia sp. ทำให้ต้นกล้ามีอาการของโรคมากกว่าการไม่ใส่เชื้ออย่างมีนัยสำคัญ สำหรับ การทดลองที่ใช้วัสดุที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อในการเตรียมต้นกล้าที่มีเชื้อวีเอไมคอร์ไรซา การใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา Chd และการใช้ยาเทอร์ราคลอร์ เป็นวิธีการที่ทำให้ต้นสตรอ เบอรี่ที่ได้รับการใส่เชื้อสาเหตุโรคมีจำนวนต้นที่แสดงอาการของโรคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ control แต่ในแง่ความรุนแรงของโรคการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา D3 และ Chd และการใช้ยาเทอร์ราคลอร์สามารถลดความรุนแรงของโรคได้เมื่อเปรียบเทียบ กับ control โดยเชื้อ Chd และการใช้ยา เทอร์ราคลอร์ให้ผลไม่แตกต่างกันในทางสถิติ และดีกว่าการใส่เชื้อ D3 ในกรณีที่ใช้วัสดุปลูกที่ผ่านการอบฆ่าเชื้อในการเตรียมต้นกล้า พบว่าการใช้ยาเทอร์ราคลอร์มีประสิทธิภาพดีที่สุด ในการลดจำนวนต้นที่เป็นโรคสำหรับต้นกล้า ที่ได้รับการใส่เชื้อสาเหตุโรค รองลงมาคือการใช้เชื้อ วีเอไมคอร์ไรซา D3 ส่วนเชื้อ Chd ให้ผลไม่แตกต่างจากการไม่ควบคุมโรคอย่างมีนัยสำคัญและไม่แตกต่างจากเชื้อ D3 ด้วย แต่ จากดัชนีความรุนแรงในการเกิดโรค การใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาทั้งสองชนิดและการใช้ยาเทอร์ ราคลอร์มีผลทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง โดยวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือการใส่เชื้อ D3 ซึ่งให้ผลดีกว่าการใช้ยาแต่ไม่แตกต่างจากการใช้เชื้อ Chd อย่างมีนัยสำคัญ ในการทดลองใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการผลิตไหลสตรอเบอรี่พันธุ์ Tioga โดยใช้เชื้อ วีเอไมคอร์ไรซา D3, Glomus fasciculatum และดินจากหมู่บ้านแกน้อยซึ่งมีเชื้อวีเอไมคอร์ ไรซาอยู่ตามธรรมชาติภายใต้สภาพการปลูกที่แตกต่างกันคือควบคุมอุณหภูมิที่ 25(+ฏ)2 องศา เซลเซียส และไม่ควบคุมอุณหภูมิแต่ฉีดพ่นด้วย GA(,3) ในอัตรา 100 ppm และมีการใส่ปุ๋ย NH(,4)NO(,3) 4 อัตราคือ 0, 50, 105 และ 200 Kg N/ha โดยการแบ่งใส่ 5 ครั้งๆ ละ เท่ากัน สัปดาห์ละครั้ง พบว่าเมื่อไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ต้นสตรอเบอรี่ที่ได้รับการใส่ เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาทุกชนิดมีจำนวนไหลต่อต้นไม่แตกต่างจากการไม่ใส่เชื้อ แต่เมื่อมีการใส่ ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา 50 และ 105 kg N/ha ต้นสตรอเบอรี่ที่ได้รับการใส่เชื้อวีเอ ไมคอร์ไรซามีการผลิตไหลมากขึ้น โดย ประสิทธิภาพของเชื้อแต่ละชนิดแตกต่างกันขึ้นกับอัตราการ ใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยในอัตราสูงสุดไม่ทำให้จำนวนไหลของตำรับที่มีการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา ทุกชนิดแตกต่างกันจากการไม่ใส่เชื้ออย่างมีนัยสำคัญ อัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนยังมีผลต่อ เปอร์เซ็นต์การเข้าสู่รากและความหนาแน่นของเชื้อวีเอไมคอร์ไรซาภายในรากของตำรับที่มี การใส่เชื้อแตกต่างกันอีกด้วย สำหรับการปลูกต้นสตรอเบอรี่ในโรงเรือนที่ไม่ควบคุม อุณหภูมิและมีการใช้ GA(,3) พบว่าเมื่อไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนการใส่เชื้อวีเอไมคอร์ไรซา ทุกชนิดไม่มีผลต่อการผลิตไหล สำหรับเชื้อ D3 และเชื้อในดินแกน้อยทำให้ผลิตไหลเพิ่มขึ้น เมื่อใส่ปุ๋ยในอัตรา 50 kg N/ha เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใส่เชื้อ แต่เมื่อเพิ่มอัตราการ ใส่ปุ๋ยเป็น 105 kg N/ha ทำให้การใส่เชื้อทุกตำรับมีการผลิตไหลเพิ่มขึ้น การใส่ปุ๋ยในอัตรา 200 kg N/ha ยังมีผลต่อการผลิตไหลของตำรับที่มีการใส่เชื้อจากดินแกน้อยและเชื้อ D3 แต่สำหรับ เชื้อ Glomus fasciculatum กลับมีการผลิตไหลไม่แตกต่างจากการไม่ใส่เชื้อ และมีการผลิตไหล น้อยกว่าเชื้อ D3 และเชื้อจากดินแกน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

บรรณานุกรม :
บุษกร มงคลพิทยาธร . (2540). การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
บุษกร มงคลพิทยาธร . 2540. "การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
บุษกร มงคลพิทยาธร . "การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
บุษกร มงคลพิทยาธร . การใช้เชื้อวีเอไมคอร์ไรซาในการเพิ่มประสิทธิภาพการย้ายปลูกต้นกล้าสตรอเบอรี่ที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในเรือนเพาะชำ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.