| ชื่อเรื่อง | : | ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออับละอองเกสรดาวเรืองที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อ |
| นักวิจัย | : | ละอองศรี พิมายกลาง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=4494 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาผลของปัจจัยที่มีต่อการพัฒนาของอับละอองเกสร ดาวเรืองที่เลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ พบว่าขนาดของดอกที่ เหมาะสมขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ใช้ โดยดอกดาวเรือง #16 ที่มี ดอกย่อยชั้นใน (disc floret) ยาว 2.5 มม. และดาวเรือง #17 #19 ที่มีขนาดยาว 2 มม. มีเซลระยะ uninucleate เป็น เปอร์เซนต์สูงที่สุด อาหารเหลวที่มีธาตุอาหารหลักสูตร Gamborg (1968) ดัดแปลงโดยเติม FeEDTA ของสูตร Murashige and Skoog (1962) มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาของอับละออง เกสร และละอองเกสรมากกว่าสูตรอื่นที่ทดลอง การพัฒนาของอับ ละอองเกสรในอาหารดังกล่าวที่ไม่มีสารควบคุมการเจริญเติบโต ไปเป็นคัพภะเทียมโดยตรงไม่ผ่านแคลลัสเกิดได้น้อยมากเพียง 1.2 % และใช้เวลานาน 65 วัน เมื่อนำอับละอองเกสรดาวเรือง #19 ไปเลี้ยงบนอาหารที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตพบว่า NAA 0.1 และ 0.5 มก./ล. มีผลทำให้อับละอองเกสรเกิดแคลลัส ได้มากกว่าที่ระดับ 0 และ 0.01 มก./ล. เช่นเดียวกับ KIN 1 มก./ล. ที่ทำให้เกิดแคลลัสมากกว่าระดับ 0 0.01 และ 0.1 มก./ล. และการเลี้ยงอับละอองเกสรบนอาหารที่เติม KIN ร่วม กับ 2,4-D นั้นไม่พบผลร่วมระหว่างสาร 2 ชนิด แต่พบว่า KIN 1 มก./ล. มีผลทำให้อับละอองเกสรเกิดแคลลัสได้มากกว่า ไม่มี KIN แต่เปอร์เซนต์การเกิดแคลลัสไม่ต่างกันเมื่อใช้ 2,4-D แตกต่างกัน การเติมน้ำมะพร้าว 200 มล./ล. ทำให้เปอร์เซนต์การ เกิด embryogenic callus น้อยกว่าที่ 100 มล./ล. หรือ ไม่เติมน้ำมะพร้าวเลย ส่วนซูโครสที่ระดับสูงสุด คือ 160 ก./ล. ก็ทำให้เกิด embryogenic callus ได้น้อยกว่าการ เติมซูโครส 20 40 และ 80 ก./ล. ซูโครสและน้ำมะพร้าวมีผล ร่วมกัน ในการทำให้เกิดแคลลัส นอกจากนี้ยังพบว่า สาร อินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ yeast extract myo-inositol (ที่ ความเข้มข้นมากกว่า 100 มก./ล.) casein hydrolysate และ L-asparagine ที่เติมลงในอาหารไม่ทำให้เกิดผลแตกต่างอย่าง เด่นชัดทั้งด้านคุณภาพ และเปอร์เซนต์การเกิดแคลลัสจากอับ ละอองเกสร แต่ L-glutamine 200-800 มก./ล. และ adenine sulphate 40 และ 60 มก./ล. เปอร์เซนต์การเกิด embryogenic callus ของอับละอองเกสรน้อยกว่าที่พบบนอาหารที่ไม่เติมสาร ดังกล่าว แคลลัสที่เกิดเป็นจำนวนน้อยเหล่านั้นสามารถพัฒนา ไปเป็นคัพภะเทียมได้ดี และสามารถเลี้ยงได้นานถึง 45 วัน ดอกที่เก็บเวลา 20.00 น. เมื่อนำมาเลี้ยง ให้แคลลัส ที่มีคุณภาพดีที่สุด การเก็บดอกไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศา ซ. เป็นเวลา 7 วัน ก่อนนำมาเลี้ยง มีแนวโน้มให้แคลลัสจำนวน น้อยกว่า และไม่เกิดราก เมื่อนำ embryogenic callus ที่เกิดขึ้นย้ายมาเลี้ยง บนอาหารวุ้น สามารถชักนำให้พัฒนาเป็นคัพภะเทียมบนอาหาร ที่เติม BAP 2 และ 5 มก./ล. หรือ ZEA 5 มก./ล. embryogenic callus บางอันบนอาหารที่มี ZEA 5 มก./ล. พัฒนาต่อเป็นคัพภะเทียมระยะที่เริ่มมียอด แต่อาหารที่ ไม่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตพัฒนาไปเป็นราก การนับโครโมโซมจากแคลลัสที่เกิดขึ้นบนอาหารที่มี 2,4-D และ KIN อย่างละ 1 มก./ล. พบว่ามี 24 แท่ง ในขณะ ที่นับจากปลายรากพบหลายจำนวน คือ 12 14 16 18 และ 24 |
| บรรณานุกรม | : |
ละอองศรี พิมายกลาง . (2538). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออับละอองเกสรดาวเรืองที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ละอองศรี พิมายกลาง . 2538. "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออับละอองเกสรดาวเรืองที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ละอองศรี พิมายกลาง . "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออับละอองเกสรดาวเรืองที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. ละอองศรี พิมายกลาง . ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออับละอองเกสรดาวเรืองที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
