ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้
นักวิจัย : อภัย วิภาตะโยธิน
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2537
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=4186
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

กฏหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ได้ตราออกมาใช้บังคับ เป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็น เรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีจากการทำไม้เข้ามาเป็นรายได้ ของแผ่นดิน มีกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้โดยตรง อยู่บ้าง เช่น พ.ร.บ.ประกาศการรักษาป่าไม้ ร.ศ. 116 พ.ร.บ.รักษาต้นไม้สัก ร.ศ.116 พ.ร.บ.รักษาป่า พ.ศ. 2456 พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้เหล่านี้ได้ถูกยก เลิกไปโดย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ใช้บังคับอยู่ใน ปัจจุบัน ซึ่งมีบทบัญญัติแต่ในเรื่องการทำไม้และเก็บหาของ ป่า ตราประทับไม้ ไม้และของป่าระหว่างเคลื่อนที่ การ ควบคุมการแปรรูปไม้ การแผ้วถางป่า เบ็ดเตล็ด และบท กำหนดโทษเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ ไว้โดยตรง ส่วน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ก็ได้กำหนดป่าที่ต้องการอนุรักษ์ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้มีการสงวนขึ้นและคุ้มครองป่าอย่างใกล้ชิด เพื่อ หยุดยั้งการแผ้าถางทำลายป่า เพื่อให้ป่าไม้มีเสถียรภาพ ดีขึ้นโดยที่รัฐจะบำรุงรักษาป่านั้นเอง แต่ข้อเท็จจริงกลับ ปรากฏว่าทั้งไม้และของป่า ตลอดจนพื้นที่ดินที่เป็นป่าใน ป่าทั้งสองประเภทนั้นได้อยู่ประมาณ 53% หรือ 171 ล้านไร่ (พ.ศ. 2504) แต่เหลืออยู่เพียง 26.64% ของพื้นที่ประ เทศหรือประมาณ 85.4 ล้านไร่ (พ.ศ.2535) การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ กระทำโดยการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและค้นคว้าเอกสาร (Documentary Research) มุ่งในเรื่องตัวบทมาตราต่าง ๆ ของกฏหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้นที่เห็นว่าบกพร่อง สมควรนำมาปรับปรุงแก้ไขประกอบกับเหตุการณ์บ้านเมือง และสภาวะแวดล้อมของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ควรจะให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า การแก้ไขกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย แต่เนื่องจากกฏหมายทั้ง สองฉบับและที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมมีอยู่หลายหมวดหมู่ จึง สมควรร่างเป็นประมวลกฏหมายป่าไม้ขึ้นมาเสียใหม่ เพื่อ ความสะดวกในการศึกษาและการใช้บังคับกฏหมายได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนความหมายของคำว่า "อนุรักษ์ป่าไม้" ว่ามีความ หมายเพียงใด มีความสำคัญเพียงพอที่จะต้องมีกฏหมายออก มารองรับหรือไม่ รวมตลอดถึงการศึกษาโดยวิธีการสังเกต การณ์และประสบการณ์ที่ผู้วิจัยได้รับมาเป็นเวลานาน รวม ทั้งการสัมภาษณ์ในเชิงลึกกับผู้บริหารชั้นสูงของกรมป่าไม้ เพื่อทราบข้อคิดเห็นทั้งแนวนโยบายและการปฏิบัติ ตลอดจน การแก้ไขปัญหาการอนุรักษ์ป่าไม้ในแง่มุมต่าง ๆ ได้โดย ละเอียดยิ่งขึ้น ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดนโยบายป่าไม้ของชาติ โดยให้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัตินั้น เป็นหลักสำคัญในการ บริหารงานป่าไม้ของชาติ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย อย่างชัดเจนและไม่ควรเปลี่ยนนโยบายหลักนี้บ่อย ๆ นโยบาย ของรัฐบาลในด้านการป่าไม้จะต้องยึดนโยบายป่าไม้ของชาติ เป็นหลัก นอกจากนั้น ปรากฏว่ากฏหมายที่เกี่ยวกับการอนัรักษ์ ป่าไม้ทั้งสองฉบับได้ใช้มาตรการในเชิงลบ มุ่งแต่เฉพาะใน เรื่องการควบคุม ป้องกัน ปราบปราม และลงโทษ แต่ก็ไม่ สามารถจะระงับยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าลงได้ กลับมีการ กระทำผิดเกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ จึงควรจะใช้มาตรการในเชิงบวกมุ่งส่งเสริม และแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยการเข้าถึงประชาชนให้มี การดำเนินกิจการป่าไม้โดยประชาชนในท้องถิ่นและเพื่อ ประชาชนในท้องถิ่น ให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากร ป่าไม้นั้นด้วย จึงจะเอื้ออำนวยให้การอนุรักษ์ป่าไม้ให้ได้ ผลดียิ่งขึ้น กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าไม้ หากไม่มีบท บัญญัติเกี่ยวกับป่าชุมชนไว้เลย ก็ดูจะขาดความสมบูรณ์ใน ตัวของมันเองไป เพราะป่าชุมชนเป็นรูปแบบของการร่วมมือ ร่วมใจของประชาชนในการรักษาพื้นที่ป่าไม้ เพื่อประโยชน์ ของตนเองและส่วนรวมเป็นการจัดการในระบบนิเวศน์ที่ทำ ให้คน ต้นไม้ สัตว์ป่า และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ให้สามารถอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข มิใช่มุ่งแต่จะกำราบปราบปราม เพิ่ม บทลงโทษให้หนักขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งผลที่ได้ก็จะ เป็นอย่างที่เห็น การร่างประมวลกฏหมายป่าไม้ฉบับใหม่นี้ ควรให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมและทราบเสียในโอกาสเนิ่น ๆ เพื่อ ให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ตามสิทธิเสรีภาพ ที่จะแสดงความคิด เห็นที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั่วประเทศจะได้ร่วม มือด้วย ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติในหลายประเทศในภาคพื้นยุโรป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีการเรียกประชาชนที่รู้เรื่องมา แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อผู้ร่างกฏหมาย ที่เรียกว่า การไต่สวนสาธารณะ (Public Hearing) ซึ่งจะทำให้การร่างกฏหมายได้ผลดีขึ้นเป็นอันมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งกฏหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ มีความ สัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับป่า ป่าเปรียบเสมือนโรงงานผลิตปัจจัยสี่ต่อการดำรงชีวิตของ พวกเรา พื้นฐานความจริงที่ว่ากลุ่มสังคมที่ดำเนินชีวิตท่าม กลางป่าเขานั้น จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติที่มีอยู่รอบชุมชนของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ "กฏหมายจึงควรมีไว้สำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่ากฏหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน" ตามกระแส พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่สำหรับการอนุรักษ์ป่าไม้ในปัจจุบัน ประเทศไทย นับว่าโชคดีที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเป็นผู้นำที่ทรงประกาศว่า "...พระเจ้าอยู่หัวเป็น น้ำฉันจะเป็นป่า ป่าที่คอยถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า..." ดังนั้น จึงเป็นที่หวังได้ว่ากฏหมายที่เกี่ยวกับการ อนุรักษ์ป่าไม้ จะไม่มีข้อบกพร่องอีกต่อไป ป่าไม้จะยืนยง อยู่คู่กับชาติไทยตลอดไป

บรรณานุกรม :
อภัย วิภาตะโยธิน . (2537). ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อภัย วิภาตะโยธิน . 2537. "ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อภัย วิภาตะโยธิน . "ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print.
อภัย วิภาตะโยธิน . ข้อบกพร่องของกฏหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.