| ชื่อเรื่อง | : | ความสัมพันธ์ระหว่างความแก่และสายพันธุ์ กับปริมาณสาร ต้านทานโรคแอนแทรกโนสในผิวมะม่วง |
| นักวิจัย | : | ระจิตร จุธากรณ์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2536 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=3864 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาความต้านทานต่อการเกิด โรคแอนแทรกโนส ด้วยการปลูกเชื้อ Colletotrichum gloeosporioides ที่เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกโนสที่ความเข้มข้น spore suspension 10(6) สปอร์/มล. บนผลมะม่วง แล้วเปรียบเทียบ อัตราการเพิ่มขนาดของแผลพบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ จะอ่อนแอต่อการเกิดโรคมากกว่ามะม่วงพันธุ์แรดและมะม่วง พันธุ์ทองดำ เมื่อเปรียบเทียบกับมะม่วงลายพันธุ์ ต่างประเทศ คือ สายพันธุ์เค้นท์ (Kent) พบว่ามีความ ต้านทานต่อการเกิดโรคมากกว่ามะม่วงไทยทั้ง 3 สายพันธุ์ ผลมะม่วงที่อ่อนในทุกสายพันธุ์ที่ใช้ทดลอง จะต้านทาน ต่อการเกิดโรคมากกว่าผลมะม่วงที่แก่และสุก การตรวจสอบหาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา (antifungal compound) จากสารสกัดผิวมะม่วงบน TLC เพลต โดยวิธีตรวจสอบแถบสารที่เชื้อราเจริญไม่ได้ (inhibited zone) พบว่า ในมะม่วงทั้ง 4 สายพันธุ์ มีสารที่มีฤทธิ์ ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา อยู่หลายตำแหน่งบน TLC เพลต ซึ่งได้แก่แถบสารที่ R(,f) 0.21, 0.48, 0.61 และ 0.68 เมื่อทดสอบด้วยเชื้อ Cladosporium cladosporioides และ R(,f) 0.87 เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำแหน่ง เมื่อตรวจสอบด้วย เชื้อ C. gloeosporioides ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุของโรค สารที่มีฤทธิ์ต้านการเจริญที่ R(,f) 0.48 (สาร II), 0.61 และ 0.68 จะพบในมะม่วงทุกสายพันธุ์ และทุกอายุการ เก็บเกี่ยว เมื่อทดสอบด้วยเชื้อ C. cladosporioides แต่เมื่อทดสอบด้วยเชื้อ C. gloeosporioides จะไม่พบแถบ สารที่เชื้อราไม่เจริญที่ R(,f) 0.61 และ 0.68 ในมะม่วง พันธุ์เค้นท์เมื่อสุก ส่วนแถบ R(,f) 0.21 จะไม่พบในมะม่วง พันธุ์น้ำดอกไม้ และพันธุ์แรดที่ยังไม่แก่ เมื่อนำแถบสาร (II) ที่ R(,f) 0.48 ไปตรวจหาค่าช่วง คลื่นที่มีการดูดกลืนแสงสูงสุด (...) ด้วย UV-visible spectophotometer พบว่ามีค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น เดียวกับสารอนุพันธ์เรซอสินอล การเปลี่ยนแปลงปริมาณสาร (II) R(,f) 0.48 ในผิวมะม่วงพันธุ์ทองดำ จะลดลงจาก 101.88 ไมโครกรัม/ กรัมน้ำหนักสด เหลือ 80.36 เมื่อสุก เช่นเดียวกับมะม่วง พันธุ์แรด ปริมาณสาร (II) จะลดลงจาก 9.89 ไมโครกรัม/ กรัมน้ำหนักสด เหลือ 7.72 ไมโครกรัม/กรัมน้ำหนักสด ปริมาณสาร (II) ในมะม่วงพันธุ์ทองดำจะสูงกว่าพันธุ์แรด และพันธุ์น้ำดอกไม้ 20 และ 200 เท่า ตามลำดับ เมื่อมะม่วง แก่ มะม่วงพันธุ์ทองดำยังคงมีปริมาณสาร (II) สูงกว่า พันธุ์แรดและพันธุ์น้ำดอกไม้ 10 และ 50 เท่าโดยประมาณ เมื่อมะม่วงสุก ปริมาณสาร (II) ที่ผิวมะม่วงพันธุ์ทองดำ จะลดลงเหลือ 4/5 ของผลที่แก่ และมีปริมาณสูงกว่า ทั้งพันธุ์แรด และพันธุ์น้ำดอกไม้ 10 เท่า ปริมาณสาร (II) ในมะม่วงพันธุ์ทองดำและแรดจะลดลง เมื่อผลสุก ซึ่งสัมพันธ์กับการแสดงออกของโรค อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า เมื่อผลสุก ปริมาณสาร (II) ในมะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้กลับมีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผลอ่อนแอและเกิดโรค มากขึ้น ความเข้มข้นของสาร II ที่ต่ำที่สุด ที่มีผลต่อการ เจริญของเชื้อ C. cladosporioides บน TLC เพลต คือ 30 ไมโครกรัม/มล. ในขณะที่ความเข้มข้นของสาร 100 ไมโครกรัม/มล. ไม่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ C. gloeosporioides |
| บรรณานุกรม | : |
ระจิตร จุธากรณ์ . (2536). ความสัมพันธ์ระหว่างความแก่และสายพันธุ์ กับปริมาณสาร ต้านทานโรคแอนแทรกโนสในผิวมะม่วง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ระจิตร จุธากรณ์ . 2536. "ความสัมพันธ์ระหว่างความแก่และสายพันธุ์ กับปริมาณสาร ต้านทานโรคแอนแทรกโนสในผิวมะม่วง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ระจิตร จุธากรณ์ . "ความสัมพันธ์ระหว่างความแก่และสายพันธุ์ กับปริมาณสาร ต้านทานโรคแอนแทรกโนสในผิวมะม่วง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2536. Print. ระจิตร จุธากรณ์ . ความสัมพันธ์ระหว่างความแก่และสายพันธุ์ กับปริมาณสาร ต้านทานโรคแอนแทรกโนสในผิวมะม่วง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2536.
|
