| ชื่อเรื่อง | : | การประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือบัตรสุขภาพ ในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ |
| นักวิจัย | : | สุรชัย อุดมอ่าง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=4172 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาการประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือ บัตรสุขภาพในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ พิสูจน์ว่าผู้ถือบัตรสุขภาพได้รับ ประโยชน์คุ้มต้นทุนหรือไม่ โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์สุทธิ ของแต่ละกลุ่มอายุของผู้ถือบัตรสุขภาพ และผลประโยชน์ และ ต้นทุนของผู้ถือบัตรสุขภาพ ตลอดอายุขัยของผู้ถือบัตรตั้งแต่ อยู่ในกลุ่มอายุต่ำสุด ในการศึกษานี้ครอบคลุมเฉพาะครอบครัวที่ถือบัตร สุขภาพประเภทครอบครัว ในพื้นที่อำเภอสันป่าตองและแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนอำเภอละ 100 ตัวอย่าง รวมทั้งหมด 200 ตัวอย่าง ซึ่งใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง ตามสัดส่วนของกลุ่ม อายุประชากรเป้าหมาย และให้ทุกกลุ่มอายุมีโอกาสถูกเลือก ตามสัดส่วน โดยเก็บตัวอย่างผู้ถือบัตรสุขภาพที่อยู่ใน พื้นที่ห่างจาก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแต่ละแห่งไม่เกิน 20 กิโลเมตร การเก็บข้อมูลใช้วิธี สัมภาษณ์หัวหน้าครอบ ครัวหรือสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสุขภาพ เครื่องมือทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่การแจกแจง ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ทางการเงิน คือ มูลค่าปัจจุบัน ผลประโยชน์สุทธิ (NPV) อัตราส่วน มูลค่าปัจจุบันผลประโยชน์ต่อมูลค่าปัจจุบันต้นทุน (B/C) และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) การศึกษาผลประโยชน์สุทธิพบว่า ในเขตอำเภอ สันป่าตอง กลุ่มหัวหน้าครอบครัวอายุ 60 ปี ขึ้นไป เป็นกลุ่มได้รับผลประโยชน์สุทธิเฉลี่ยต่อครอบครัวสูงสุด เท่ากับ 190.93 บาทต่อครอบครัว และผลประโยชน์สุทธิ รวมทั้งหมดเฉลี่ยต่อครอบครัวเท่ากับ 31.87 บาทต่อ ครอบครัว ส่วนในเขตอำเภอแม่แตง กลุ่มหัวหน้าครอบครัว อายุ 40-49 ปี เป็นกลุ่มได้รับผลประโยชน์สุทธิเฉลี่ยต่อ ครอบครัวสูงสุดเท่ากับ 87.50 บาทต่อครอบครัว และผล ประโยชน์สุทธิรวมทั้งหมดเฉลี่ยต่อครอบครัวเท่ากับ 41.09 บาทต่อครอบครัว ในการศึกษาผลประโยชน์และต้นทุนของผู้ถือบัตร สุขภาพตลอดอายุขัยของผู้ถือบัตร ที่เริ่มตั้งแต่อยู่ใน กลุ่มอายุต่ำสุด ( 24 ปี) ติดต่อกันไปจนถึงกลุ่มอายุ สูงสุด ( 75 ปี) เสมือนบุคคลคนเดียวกันโดยพิจารณามูลค่า ปัจจุบัน ณ ระดับอัตราดอกเบี้ย 5 ระดับ คือ ร้อยละ 2, 3, 4, 5 และ 6 ต่อปีพบว่า ในเขตอำเภอแม่แตงผู้ถือบัตร สุขภาพได้รับมูลค่าปัจจุบันผลประโยชน์สุทธิ (NPV) มาก กว่า ศูนย์ และอัตราส่วนมูลค่าปัจจุบันผลประโยชน์ต่อ มูลค่าปัจจุบันต้นทุน (B/C) มากกว่า 1 ดังนั้นทั้ง 5 ระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นช่วงเวลาที่ควรลงทุน ซื้อบัตรสุขภาพ แต่เมื่อพิจารณาอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) มีค่าเท่ากับ 6.51 บาทต่อปี ซึ่งให้ค่าต่ำเมื่อ เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร ในปัจจุบัน (ร้อยละ 8 บาทต่อปี) ส่วนในเขตอำเภอ สันป่าตอง ผู้ถือบัตรสุขภาพจะได้รับผลประโยชน์ที่สมควร ตัดสินใจลงทุนซื้อเพียงช่วงเวลาที่ระดับอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เท่านั้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่มูลค่า ปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (NPV) มากกว่า ศูนย์ และ อัตรามูลค่าปัจจุบันผลประโยชน์ต่อมูลค่าปัจจุบันต้นทุน (B/C) มากกว่า 1 แต่เมื่อพิจารณาอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) มีค่าเท่ากับ 2.70 บาทต่อปี ซึ่งต่ำมาก เมื่อ เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ผลการวิเคราะห์ทางการเงิน ของการถือบัตรสุขภาพทั้ง 2 อำเภอ จะไม่ควรลงทุนซื้อ บัตรสุขภาพ (อัตราผลตอบแทนภายในในเขตอำเภอแม่แตง และสันป่าตองเท่ากับ 6.51 และ 2.70 บาทต่อปี ตามลำดับ) แต่การตัดสินใจซื้อบัตรสุขภาพ นอกจากพิจารณาปัจจัยด้าน ผลประโยชน์สุทธิทางการเงินแล้ว ยังมีปัจจัยด้านอื่นที่มี อิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรสุขภาพ |
| บรรณานุกรม | : |
สุรชัย อุดมอ่าง . (2537). การประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือบัตรสุขภาพ ในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรชัย อุดมอ่าง . 2537. "การประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือบัตรสุขภาพ ในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรชัย อุดมอ่าง . "การประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือบัตรสุขภาพ ในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. สุรชัย อุดมอ่าง . การประเมินค่าต้นทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือบัตรสุขภาพ ในอำเภอสันป่าตอง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
