ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว
นักวิจัย : นิพนธ์ คงมาก
คำค้น : ACID MINE DRAINAGE , PYRITE OXIDATION , IRON-PHOSPHATE COATING
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082548000033
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ และกำหนดสภาวะที่เหมาะสมในการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบที่ผิวของแร่ไพไรต์เพื่อยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชั่นของแร่ไพไรต์ และป้องกันการเกิดสภาพของน้ำขุมเหมืองเป็นกรด ตัวอย่างแร่ไพไรต์ที่ใช้ในการศึกษามาจากเหมืองทองคำ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย โดยก่อนที่จะนำตัวอย่างแร่มาทำการทดลองนั้น ต้องทำการเตรียมตัวอย่างโดยที่นำตัวอย่างแร่ไพไรต์มาบด และผ่านตะแกรงให้ได้ขนาดของแร่เป็น 425-850 ไมครอนหลังจากนั้นนำไปผสมกับทรายขนาด 1-2 มิลลิเมตร ในอัตราส่วน 1 : 4 สำหรับกระบวนการทดลองนั้นประกอบด้วยการเคลือบผิว และการชะล้าง โดยที่การเคลือบผิวนั้นทดลองขึ้นเพื่อกำหนดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิวด้วยการใช้สารละลายที่ใช้ในการเคลือบผิว ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H(,2)O(,2)) โซเดียมอะซีเตด (NaAc) และโพแทสเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต (KH(,2)PO(,4)) ที่มีความเข้มข้นต่างกัน และทดลองที่เวลาต่าง ๆ กันส่วนกระบวนการชะล้างนั้นทำการศึกษาในแท่งคอลัมน์เพื่อทดสอบความทนทานของตัวอย่างแร่ไพไรต์ที่เคลือบผิวแล้วต่อสภาวะออกซิไดซ์ ด้วยการใช้สารละลายที่มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดซ์ที่ดีซึ่งมีความเข้มข้นเป็น 0.145 M ชะล้างที่เวลาต่าง ๆ กัน หลังจากทำการทดลองการเคลือบผิว และการชะล้างแล้ว ตัวอย่างของสารละลายที่เก็บได้หลังจากการเคลือบผิวนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์หาค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณฟอสเฟต และปริมาณเหล็กที่หลุดออกมาจากผิวของแร่ จากการศึกษาทั้งหมด สรุปได้ว่าสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบที่ผิวของแร่ไพไรต์นั้นคือ การใช้สารละลายเคลือบผิวที่มีความเข้มข้นเป็น 0.3 M KH(,2)PO(,4)+ 0.2 M H(,2)O(,2)+0.2 M NaAc โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ในช่วง 5.46 ถึง 5.51 และมีปริมาณฟอสเฟตที่เหลืออยู่ในสารละลายน้อยที่สุด 0.497 - 0.745 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังจากผ่านการชะล้างมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ในช่วง 6.45 ถึง 7.23 และมีแนวโน้มของปริมาณเหล็กลดลงซึ่งอยู่ในช่วง 0.008 - 0.151 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือEPMA พบว่ามีปริมาณของฟอสเฟตที่เคลือบอยู่ที่ผิวของแร่ไพไรต์มากที่สุด สารละลายเคลือบผิวดังกล่าวถูกนำมาทดสอบกับดินเหลือทิ้งจากเหมืองถ่านหินซึ่งปรากฏผลที่น่าพอใจ แต่การศึกษารายละเอียดและปัจจัยทางเศรษฐกิจควรนำมาพิจารณาต่อไป

บรรณานุกรม :
นิพนธ์ คงมาก . (2548). การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นิพนธ์ คงมาก . 2548. "การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นิพนธ์ คงมาก . "การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print.
นิพนธ์ คงมาก . การป้องกันน้ำขุมเหมืองที่มีสภาวะเป็นกรดโดยการยับยั้งกระบวนการเกิดออกซิเดชันของแร่ไพไรต์ด้วยการสร้างเหล็กฟอสเฟตเคลือบผิว. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.