| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระกับเสียงพยัญชนะท้ายในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานี: การศึกษาทางกลสัทศาสตร์ |
| นักวิจัย | : | กุสุมา เลาะเดะ |
| คำค้น | : | FUNDAMENTAL FREQUENCY , DURATION , VOWELS , MALAY |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082547000395 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(...), -h, -(+,h) และในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้าย ในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานีผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บอกภาษาทั้งสองจังหวัด จังหวัดละ 20 คน โดยให้ผู้บอกภาษาออกเสียงคำคนละ 40 คำ ซึ่งแต่ละคำมีพยัญชนะท้ายต่างกัน ผู้วิจัยใช้โปรแกรมพราท (Praat)เพื่อวิเคราะห์ค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลา และใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2000เพื่อประมวลผลข้อมูล จากผลการวิจัยพบว่า สระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(...) กับ -h มีค่าความถี่มูลฐานมากกว่าสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,h) และสระในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีและที่พูดในจังหวัดปัตตานี นอกจากนั้น พบว่า ในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานี ระดับเสียงของสระแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสียงสูง ได้แก่ ระดับเสียงของสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(...) กับ -h และกลุ่มเสียงต่ำ ได้แก่ ระดับเสียงของสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,h) และในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้าย สำหรับในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปัตตานี จากการวิจัยพบว่า ระดับเสียงของสระแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเสียงสูง ได้แก่ ระดับเสียงของสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,.) และ -h กลุ่มเสียงกลาง ได้แก่ระดับเสียงของสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,.) และกลุ่มเสียงต่ำ ได้แก่ ระดับเสียงของสระในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้าย ผู้วิจัยยังพบอีกว่าในเรื่องของค่าระยะเวลา สระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น-(+,.) และ -h มีค่าระยะเวลาน้อยกว่าสระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,h) และสระในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้าย ซึ่งความต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดปัตตานี ผลการวิจัยในเรื่องค่าระยะเวลานี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสั้นยาวของสระในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในทั้งสองจังหวัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสียงสั้น ได้แก่ สระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(...)และ -h และกลุ่มเสียงยาว ได้แก่ สระในพยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายเป็น -(+,ไ) และสระในพยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้าย ดังนั้น จากการวิจัยนี้สามารถสรุปเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานกับค่าระยะเวลาของสระในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในทั้งสองจังหวัดได้ว่า สระที่มีค่าความถี่มูลฐานมาก (เสียงสูง) จะมีค่าระยะเวลาน้อย (เสียงสั้น) ส่วนสระที่มีค่าความถี่มูลฐานน้อย (เสียงต่ำ) จะมีค่าระยะเวลามาก (เสียงยาว) |
| บรรณานุกรม | : |
กุสุมา เลาะเดะ . (2547). การเปรียบเทียบปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระกับเสียงพยัญชนะท้ายในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานี: การศึกษาทางกลสัทศาสตร์.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กุสุมา เลาะเดะ . 2547. "การเปรียบเทียบปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระกับเสียงพยัญชนะท้ายในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานี: การศึกษาทางกลสัทศาสตร์".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กุสุมา เลาะเดะ . "การเปรียบเทียบปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระกับเสียงพยัญชนะท้ายในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานี: การศึกษาทางกลสัทศาสตร์."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2547. Print. กุสุมา เลาะเดะ . การเปรียบเทียบปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าความถี่มูลฐานและค่าระยะเวลาของเสียงสระกับเสียงพยัญชนะท้ายในภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่พูดในจังหวัดปทุมธานีกับจังหวัดปัตตานี: การศึกษาทางกลสัทศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2547.
|
