| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา |
| นักวิจัย | : | สายฝน สิทธิมงคล |
| คำค้น | : | DISTURBED FOREST , PLANT COMMUNITY |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001185 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา ได้ดำเนินการโดยเลือกพื้นที่ศึกษาตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ คือ มีการใช้สอยทั่วไปเท่านั้นเป็นป่าแบบที่ 1 มีการเลือกตัดไม้ยืนต้นร่วมด้วยเป็นป่าแบบที่ 2 และผ่านการทำการเกษตรเป็นป่าแบบที่ 3 ตามลำดับ และสุ่มวางแปลงสุ่มตัวอย่างขนาด 40x40 ตารางเมตร ในป่าแบบละ 6 แปลง เก็บข้อมูลสังคมพืชประเภทไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก และไม้เลื้อยในฤดูร้อน (เมษายน พ.ศ. 2545) ฤดูฝน (ตุลาคม พ.ศ. 2545) และฤดูหนาว (มกราคมพ.ศ. 2546) พบพรรณไม้ทั้งหมด 120 ชนิด 54 วงศ์ ป่าแบบที่ 1 พบ 66 ชนิด 31 วงศ์ป่าแบบที่ 2 พบ 91 ชนิด 45 วงศ์ และป่าแบบที่ 3 พบ 92 ชนิด 45 วงศ์ มีดัชนีความหลากหลายเท่ากับ 2.70, 3.01 และ 3.06 ในป่าแบบที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ พบว่าสังคมพืชป่าทั้งแบบที่ 1, 2 และ 3 เป็นสังคมป่าเต็งรัง มีเหียง(~iDipterocarpus obtusifolius~i Teijsm. ex Miq.) เป็นไม้เด่นในสังคมป่าทุกแบบไม้เด่นลำดับที่ 2 และ 3 ในป่าแบบที่ 1 คือ แงะหรือเต็ง (~iShorea obtusa~i Wall.)และฮักหลวงหรือรักใหญ่ (~iGluta usitata~i Wall.) ตามลำดับ ป่าแบบที่ 2 คือตึงหรือพลวง (~iD. tuberculatus~i Roxb.) และ เหมือดหรือเหมือดโลด (~IAporosavillosa~i Baill.) ตามลำดับ และป่าแบบที่ 3 คือ มะเกิ้มหรือมะกอกเกลื้อน(~iCanarium subulatum~i Guill.) และตึงหรือพลวง (~iD. tuberculatus~i Roxb.)ตามลำดับ สังคมพืชของป่าแบบที่ 2 และ 3 มีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดคือร้อยละ 74.32และสังคมพืชของป่าแบบที่ 1 และ 3 มีความคล้ายคลึงกันน้อยที่สุดคือร้อยละ 62.03 การใช้ประโยชน์ในป่าแต่ละแบบไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมพืชอย่างรุนแรงแต่พบว่าการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าทุกแบบมีผลทำให้ความหลากหลายของพรรณไม้ในพื้นที่มีค่าต่ำกว่าป่าเต็งรังธรรมชาติและป่าเต็งรังที่มีการฟื้นตัวแบบไม่ถูกรบกวน ในป่าแบบที่ 1พบว่าความลาดชัน (5.32(+,ฑ)1.13 องศา) และการมีชนิดและจำนวนพืชคลุมดินประเภทไม้ล้มลุกและไม้เลื้อยที่น้อย มีผลทำให้หน้าดินถูกชะได้ง่ายและมีกระบวนการเกิดดินกรวดมาก โดยในดินชั้นบนมีกรวดขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตรปนอยู่มากที่สุด (ร้อยละ 45.8) รองลงมาคือ ป่าแบบที่ 2(ร้อยละ 25.4) และป่าแบบที่ 3 (ร้อยละ 16.1) ส่งผลให้สภาพพื้นที่ป่าแบบที่ 1มีความแห้งแล้งสูง ป่าแบบที่ 2 และ 3 พบพรรณพืชบางชนิดบ่งชี้ถึงความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ข่าลิง (~iGloba obscura~i K.Larsen) ที่พบทั้งป่าแบบที่ 2และ 3 ดอกดิน (~iAeginetia indica~i Roxb.) ว่านหัวสืบ (~iDisporum calcaratum~i Don)และปุ่มเป้ง (~iPhoenix loureiris~i Kunth) ที่พบเฉพาะในพื้นที่ป่าแบบที่ 3 และพืชดังกล่าวมักจะพบได้ในพื้นที่ที่มีการรบกวนน้อยเท่านั้น |
| บรรณานุกรม | : |
สายฝน สิทธิมงคล . (2546). การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สายฝน สิทธิมงคล . 2546. "การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สายฝน สิทธิมงคล . "การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. สายฝน สิทธิมงคล . การเปรียบเทียบสังคมพืชของป่าที่ถูกรบกวนในจังหวัดพะเยา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
