| ชื่อเรื่อง | : | การเมืองไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจากสมัยเมืองคู่สู่สมัยราชอาณาจักร : กรณีศึกษาพัฒนาการของวังอยุธยาและต้นกรุงเทพฯ |
| นักวิจัย | : | นพดล ปาละประเสริฐ |
| คำค้น | : | THAI POLITICS , LOWER CHAO PHRAYA , TWIN CITIES , AYUTTHAYA , EARLY BANGKOK , PALACES |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082545001352 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะวิวัฒน์มาสู่การเป็นรัฐอาณาจักร มีการรวมกลุ่มเมืองในระดับแคว้นปกครองแยกเป็นอิสระในลักษณะเมืองคู่ ได้แก่ สุพรรณภูมิ-แพรกศรีราชา กับละโว้-อโยธยา ช่วงเวลานี้ศูนย์กลางการปกครองแคว้นมีลักษณะเป็นวังในเวียง โดยวังเป็นที่ประทับและสถานที่ทำการปกครองแคว้นขนาดเล็ก ตั้งอยู่ภายในเวียง อย่างเช่น เวียงเหล็กของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนครินทราชาธิราชทรงรวมกลุ่มเมืองคู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งสองเข้าด้วยกันเกิดเป็นเอกภพ และตามมาด้วยการปฏิรูปการปกครอง และจัดเมืองลูกหลวงให้อยู่ในระบบราชการด้วยการแต่งตั้งพระราชโอรสในตำแหน่งสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าและพระมหาอุปราช กับส่งเจ้านายขึ้นไปปกครองเมืองโดยเฉพาะเมืองพิษณุโลก อยุธยาจึงมีสภาพเป็นเมืองราชธานีหรือกรุงอันเป็นศูนย์กลางอำนาจปกครองที่มีเมืองต่างๆ อยู่ในอำนาจ วังอันเป็นที่ประทับและว่าราชการของพระมหากษัตริย์จึงเป็นศูนย์กลางการปกครองมีลักษณะเป็นวังในกรุงหรือนครขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน และมีวัดพระศรีสรรเพชญ์อยู่ในเขตพระราชฐาน เมื่อตกถึงรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราชพระองค์ทรงยกเลิกระบบเมืองลูกหลวงแต่มาสำเร็จเด็ดขาดลงในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรดังเห็นได้จากในรัชกาลนี้ได้มีการส่งขุนนางขึ้นมาปกครองและพร้อมกันไปก็หยุดการส่งเจ้านายขึ้นไปปกครองหัวเมืองแต่ให้ประทับอยู่ในพระนคร จึงเกิดวังหน้าวังหลังขึ้นในราชธานีโดยเฉพาะวังหน้าเจ้านายที่ประทับจะรั้งตำแหน่งพระมหาอุปราชนับแต่สมเด็จพระนเรศวรเป็นอย่างช้าที่ระบบราชการส่วนกลางมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นจากการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ส่งผลให้ขุนนางเข้ามามีบทบาททางการเมืองสูง ทั้งเป็นฐานอำนาจให้การสนับสนุนเจ้าราชินิกูลบางพระองค์จนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้ จนในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ต้องเสริมสร้างพระราชวังด้วยการสร้างพระมหาปราสาทและขยายกำแพงวังออกไปเพื่อป้องกันการใช้กำลังแย่งชิงอำนาจ และเลี่ยงประทับอยู่ในกรุงศรีอยุธยาราชธานี สมเด็จพระนาราย์ทรงสืบทอดนโยบายรักษาความปลอดภัยนั้นโดย โปรดฯ ให้สร้างวังที่เมืองลพบุรีเหมือนวังหลวงที่อยุธยาไว้ใช้เป็นที่หลบหลีกภัยและฐานอำนาจของพระองค์พร้อมกันไป และในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาทรงปรับใช้พระราชฐานชั้นในของวังหลวงด้านหลังและกลับให้เป็นด้านหน้าเพื่อป้องกันการโจมตี และยกวังหน้าขึ้นเป็นกรมขนาดใหญ่คือเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และวังหลังเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพื่อเป็นฐานอำนาจทางการเมืองในราชธานี โดยเฉพาะพระมหาอุปราชที่กำกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีพระราชอิสริยยศ และมีวังใหญ่โตคล้ายวังหลวง จนเป็นเหตุให้วังหน้าสามารถท้าทายพระราชอำนาจได้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศจึงทรงตั้งพระราชโอรสทรงกรมขนาดเล็กและให้มีวังขนาดเล็กแทนการแต่งตั้งพระมหาอุปราชเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแย่งชิงอำนาจ จนปลายรัชกาลจึงทรงตั้งกรมขุนพรพินิตเป็นพระมหาอุปราช และขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หลังจากนั้นก็ไม่มีการแต่งตั้งพระมหาอุปราชอีกเลย จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตั้งวังหน้าวังหลัง และกรมเจ้านายขนาดเล็ก เพื่อทรงใช้เป็นกำลังพลในราชการสงครามมากกว่าเป็นฐานพระราชอำนาจ |
| บรรณานุกรม | : |
นพดล ปาละประเสริฐ . (2545). การเมืองไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจากสมัยเมืองคู่สู่สมัยราชอาณาจักร : กรณีศึกษาพัฒนาการของวังอยุธยาและต้นกรุงเทพฯ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นพดล ปาละประเสริฐ . 2545. "การเมืองไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจากสมัยเมืองคู่สู่สมัยราชอาณาจักร : กรณีศึกษาพัฒนาการของวังอยุธยาและต้นกรุงเทพฯ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นพดล ปาละประเสริฐ . "การเมืองไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจากสมัยเมืองคู่สู่สมัยราชอาณาจักร : กรณีศึกษาพัฒนาการของวังอยุธยาและต้นกรุงเทพฯ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print. นพดล ปาละประเสริฐ . การเมืองไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจากสมัยเมืองคู่สู่สมัยราชอาณาจักร : กรณีศึกษาพัฒนาการของวังอยุธยาและต้นกรุงเทพฯ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.
|
