| ชื่อเรื่อง | : | ภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุ |
| นักวิจัย | : | ดนัย ทิพยกนก |
| คำค้น | : | THAI ELDERLY , MENTAL HEALTH |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082544001390 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างดัชนีที่ใช้วัดภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุไทย และศึกษาปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุไทย โดยใช้ข้อมูลจากโครงการวิจัยเรื่องครอบครัวและผู้สูงอายุ : ประชากรเอเซียในอนาคต (The Implications of Asia'sPopelation Future for the Family and the Elderly) ดำเนินการสำรวจโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2540 ตัวอย่างที่ศึกษาคือประชากรอายุ 60 ปี และมากกว่า จำนวน 328 ราย ดัชนีที่ใช้วัดภาวะสุขภาพทางใจในการศึกษาครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบที่รวมคะแนนข้อคำถามที่สะท้อนภาวะสุขภาพทางใจโดยไม่ถ่วงน้ำหนัก (Mental 1)และแบบที่รวมคะแนนโดยถ่วงน้ำหนัก (Mental 2) ตัวแปรที่นำมาใช้ในการสร้างดัชนีมี13 ตัวแปร ได้แก่ (1) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกไม่อยากกินอาหารหรือเบื่ออาหาร(2) ความบ่อยครั้งของการนอนไม่หลับ (3) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของคนอื่น (4) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกกังวลกับสถานะทางการเงิน (5) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกเศร้า (6) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกกังวลหรือเศร้าที่บุตรไม่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (7) ความบ่อยครั้งของความรู้สึกไม่หายเศร้าเหงาหงอยถึงแม้ครอบครัวและเพื่อนจะช่วย (8) ปัญหาด้านความกดดันทางการเงิน (9) ปัญหาด้านความเครียดทางอารมณ์หรือทางใจ (10) ปัญหาด้านการเข้ากับสมาชิกในบ้าน (11) ระดับความพอใจในสภาพที่อยู่อาศัย (12) ระดับความพอใจในสถานะทางการเงิน และ (13) ระดับความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่มีความสุข ทั้ง 2 ดัชนีได้ผ่านการทดสอบความน่าเชื่อถือ(reliability) และความเที่ยงตรง (validity) ว่าสามารถใช้ในการวัดได้ดีพอ ๆ กัน การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุที่วัดจากทั้ง 2 ดัชนีใช้วิธีการวิเคราะห์จำแนกพหุ (Multiple Classification Analysis, MCA) จากปัจจัยอิสระทั้งหมด 12 ตัวแปรให้ผลความแตกต่างภาวะสุขภาพทางใจตามกลุ่มของปัจจัยแต่ละตัวไม่แตกต่างกันมากนัก ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและเป็นไปตามมมุติฐาน ได้แก่ การมีหนี้สิน ภาวะสุขภาพทางกายรายได้ และเพศ ตามลำดับ โดยผู้สูงอายุที่ไม่มีหนี้สินจะมีภาวะสุขภาพทางใจดีกว่าผู้ที่มีหนี้สิน ผู้ที่มีภาวะสุขภาพทางกายดีกว่าจะมีภาวะสุขภาพทางใจดีกว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะสุขภาพทางการแย่กว่า ผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่าจะมีภาวะสุขภาพทางใจดีกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า ผู้สูงอายุเพศชายมีภาวะสุขภาพทางใจดีกว่าผู้สูงอายุเพศหญิงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ สถานภาพสมรส การเป็นหัวหน้าในครัวเรือน และแบบของการอยู่อาศัย ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุสถานภาพการทำงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ความบ่อยครั้งที่ได้รับการติดต่อจากบุตร และเขตที่อยู่อาศัย ด้านความสามารถในการอธิบายความผันแปรของคะแนนภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุพบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจทุกตัวรวมกันสามารถอธิบายความผันแปรได้ดีที่สุด คืออยู่ระหว่างร้อยละ 15 - ร้อยละ 17 ในขณะที่เมื่อปัจจัยอิสระทุกตัวรวมกันสามารถอธิบายความผันแปรของคะแนนภาวะสุขภาพทางใจได้ร้อยละ 27 |
| บรรณานุกรม | : |
ดนัย ทิพยกนก . (2544). ภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดนัย ทิพยกนก . 2544. "ภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดนัย ทิพยกนก . "ภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print. ดนัย ทิพยกนก . ภาวะสุขภาพทางใจของผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.
|
