| ชื่อเรื่อง | : | ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ |
| นักวิจัย | : | สุพินดา สาทรกิจ |
| คำค้น | : | DRGs , RELATIVE WEIGHT , DETERMINANT , CHARGE , HOSPITAL |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082544000965 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศไทยปี 2536 เพื่อเป็นบัญชีราคากลางสำหรับจ่ายค่ารักษาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และต่อมาใช้สำหรับโครงการของผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล ในปี 2544 กระทรวงสาธารณสุขประกาศโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยกลไกการจ่ายเงินการบริการผู้ป่วยนอกใช้อัตราเหมารายหัว ส่วนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลรัฐ ใช้หลักการของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมซึ่งเป็นระบบที่กำหนดรายละเอียดในการจ่ายเงินไว้ล่วงหน้าโดยอาศัยหลักว่า ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของแต่ละกลุ่มโรคควรสะท้อนถึงต้นทุนเฉลี่ยในการให้บริการรักษาของกลุ่มโรคนั้น ปัจจุบันอัตราการจ่ายเงินต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมกำหนดไว้ในอัตราเท่ากันทุกระดับโรงพยาบาล การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพันธ์กลุ่มโรงพยาบาล การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ ข้อสมมติของการศึกษานี้คืออัตราการเรียกเก็บค่าบริการสะท้อนต้นทุนในการให้บริการนั้น ๆ การศึกษานี้ประกอบด้วย 178 โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต่างระดับกัน โดยใช้ข้่อมูลการให้บริการผู้ป่วยในรายงานประจำเดือน และ รายงานประจำปี ในปีงบประมาณ 2544 ผลการศึกษาพบว่า อัตราการเรียกเก็บค่าบริการเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมของทุกโรงพยาบาลเท่ากับ 3,303.30 บาท โดยโรงพยาบาลศูนย์ที่เป็นสถาบันสมทบในการผลิตแพทย์มีอัตราการเรียกเก็บเฉลี่ยสูงสุด รองมาคือโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนตามลำดับ การวิเคราะห์ประกอบด้วยสมการถดถอยพหุคูณ 2 สมการเพื่อกำจัดการรบกวนกันของตัวแปรอิสระ โดยมีตัวแปรตามคือ อัตราการเรียกเก็บค่าบริการเฉลี่ยต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ และตัวแปรอิสระแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ ตัวแปรเชิงผลงาน ตัวแปรเชิงราคาต้นทุน และตัวแปรเชิงประสิทธิ-ภาพการบริหาร ผลของสมการแรกพบว่ามี 2 ปัจจัยในกลุ่มตัวแปรเชิงผลงานมีความสัมพันธ์กับอัตราการเรียกเก็บค่าบริการเฉลี่ยต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% คือ ระดับของโรงพยาบาล และอัตราจำนวนเตียงกับผู้ป่วยใน ส่วนสมการที่สองมีน้ำหนักสัมพัทธ์เฉลี่ยและอัตราการรับรักษาต่อผู้ป่วย เป็นตัวแปรอิสระแทนระดับโรงพยาบาลผลพบว่าตัวแปรอิสระในทั้ง 3 กลุ่มคือน้ำหนักสัมพัทธ์เฉลี่ยอัตราจำนวนเตียงกับผู้ป่วยใน อัตราแพทย์ต่อจำนวนเตียง อัตราการรับรักษาต่อผู้ป่วยสัดส่วนค่าแรง การเป็นสถาบันสมทบในการผลิตแพทย์และรายได้ต่อหัวประชากร มีความสัมพันธ์กับอัตราการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% อย่างไรก็ตามสมการแรกสามารถอธิบายความสัมพันธ์กับตัวแปรอิสระได้ดีกว่า ในแง่ของระดับโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์กับอัตราการเรียกเก็บค่าบริการเฉลี่ยต่ำน้ำหนักสัมพัทธ์อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันอัตราการเบิกจ่ายเงินชดเชยเป็นอัตราคงที่และจำนวนเงินชดเชยอยู่บนพื้นฐานของน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ในการพิจารณากำหนดอัตราเบิกจ่ายเงินชดเชยสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในควรคำนึงถึงปัจจัยกำหนดที่สัมพันธ์กับต้นทุนการให้บริการ เพื่อนำไปสู่การพิจารณากำหนดอัตราที่เป็นธรรมกับโรงพยาบาลทั้งนี้นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ควรพิจารณากระบวนการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพของโรงพยาบาลและปัจจัยสำคัญอื่น ๆ พร้อมทั้งผลกระทบทางบวกและลบต่อโรงพยาบาลประกอบกันด้วยซึ่งควรมีการศึกษาต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
สุพินดา สาทรกิจ . (2544). ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุพินดา สาทรกิจ . 2544. "ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุพินดา สาทรกิจ . "ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print. สุพินดา สาทรกิจ . ปัจจัยกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการต่อน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมในโรงพยาบาลรัฐ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.
|
