| ชื่อเรื่อง | : | รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 |
| นักวิจัย | : | ทรงวุฒิ จารขจรกุล |
| คำค้น | : | CONSTITUTION , CONSTITUTION OF THE KINGDOM OF THAILAND , POLITICAL INSTITUTIONS , 1974 |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2542 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082542000474 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างและกลไกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่าง และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในความเป็นจริงภายใต้บริบทของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผลการศึกษาพบว่า การร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 เป็นการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สภาพการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่มีความกดดันใดๆในระหว่างการร่าง เพียงแต่มีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลา เนื่องจากประชาชนต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วน ในการร่างรัฐธรรมนูญได้มีการนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่งมาเป็นแนวทางในการพิจารณาและในขณะที่มีการร่างรัฐธรรมนูญประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นไปยังผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันมากเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม โดยได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวางและได้วางรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภาแบบสองสภาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ส่วนสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์และประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีบันทึกพระราชกระแสเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฯ สรุปได้ว่า ทรงไม่เห็นด้วยเพราะประธานองคมนตรีเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงเลือกตั้ง และแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการขัดหลักการที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้จึงมีการแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแทน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้วางโครงสร้างและกลไกให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมาตรการส่งเสริมระบบพรรคการเมืองที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง และได้เพิ่มเติมองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คือตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลในสาขาแรงงาน สาขาภาษี และสาขาสังคม ผู้ตรวจเงินแผ่นดินรัฐสภา เป็นต้น แต่ในระหว่างที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับองค์การเหล่านี้บ้างก็ยังจัดตั้งไม่สมบูรณ์บ้างก็ยังไม่ได้จัดตั้ง ภายหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้ ปรากฎว่า เกิดพรรคการเมืองจำนวนมาก และผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคอันมีผลทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และโดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ห้ามข้าราชการประจำเป็นข้าราชการการเมือง และกำหนดเงื่อนไขอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องอายุไม่ต่ำกว่า20 ปี และผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีจึงส่งผลให้กลุ่มข้าราชการประจำอันเป็นกลุ่มอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่กับขนบประเพณีการปกครองของไทยมาแต่โบราณ และกลุ่มการเมืองใหม่ คือ กลุ่มนักศึกษาประชาชน ไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านระบบรัฐสภา ประกอบกับความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างเสรีนิยมและสังคมนิยม ทำให้สังคมไทยเกิดการแตกแยกอันก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพกันอยู่เสมอและท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์สุกงอม คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็ใช้เป็นเหตุในการรัฐประการล้มเลิกรัฐธรรมนูญ |
| บรรณานุกรม | : |
ทรงวุฒิ จารขจรกุล . (2542). รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ทรงวุฒิ จารขจรกุล . 2542. "รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ทรงวุฒิ จารขจรกุล . "รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2542. Print. ทรงวุฒิ จารขจรกุล . รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2542.
|
