| ชื่อเรื่อง | : | การใช้แผ่นใยสังเคราะห์ช่วยเสริมกำลังรับแรงในการก่อสร้างถนนบนชั้นดินเหนียวอ่อนจ.สุพรรณบุรี |
| นักวิจัย | : | สุธรรม โรจนเมฆา |
| คำค้น | : | GEOTEXTILES , BASAL REINFORCED EMBANKMENTS , SOFT FOUNDATION SOIL |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2541 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082541000979 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของดินถมที่ก่อสร้างบนชั้นดินเหนียวอ่อนระหว่างมีแผ่นใยสังเคราะห์เสริมความแข็งแรงกับไม่มีแผ่นใยสังเคราะห์เสริมความแข็งแรง โดยได้ศึกษาเฉพาะพฤติกรรมการเคลื่อนตัวด้านข้างของชั้นดินเหนียวอ่อน เสถียรภาพความลาดชันของดินถมและการยืดตัวของแผ่นใยสังเคราะห์ในการเปรียบเทียบได้ใช้แปลงตัวอย่างทดสอบจำนวน 3 แปลง คือ TS-1เป็นบริเวณที่ไม่มีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์, TS-2 เป็นบริเวณที่มีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์ชนิดทนแรงดึงสูงแบบถักทอเพียงชั้นเดียว และ TS-3 เป็นบริเวณที่มีการเสริมใยสังเคราะห์ชนิดทนแรงต่ำแบบไม่ถักทอและแบบผสมจำนวน 3 ชั้น จากผลการตรวจวัดค่า strain ที่เกิดขึ้นในแผ่นใยสังเคราะห์พบว่า แผ่นใยสังเคราะห์จะมีค่า strain เกิดขึ้นมากที่สุดที่บริเวณขอบของแผ่นใยสังเคราะห์(SE6) ซึ่งสามารถวัดค่า strain ที่เกิดขึ้นได้เท่ากับ 8.9% นอกจากนี้ยังพบว่าStrain Gauge ที่ติดตรงบริเวณกึ่งกลางของแผ่นใยสังเคราะห์ซึ่งเป็น StrainGauge ตัวที่ 5 (SC5) สามารถวัดค่า strain ได้ใกล้เคียงกับ Strain Gaugeที่ติดตรงบริเวณขอบของแผ่นใยสังเคราะห์ (SE6) โดยสามารถวัดค่า strain ที่เกิดขึ้นได้เท่ากับ 8.5% ซึ่งจากผลการตรวจวัดนี้จะสังเกตเห็นว่า Strain Gaugeทั้ง 2 ตัวจะอยู่ตรงบริเวณ slope ของดินถม ทำให้สามารถสรุปได้ว่าค่าแรงดึงสูงสุดที่เกิดในแผ่นใยสังเคราะห์จะเกิดตรงบริเวณ slope ของดินถม และจากการเปรียบเทียบค่า stress-strain ของแผ่นใยสังเคราะห์ที่ได้จากการทดสอบหาค่าแรงดึงสูงสุดของแผ่นใยสังเคราะห์ (รูปที่ 4.6) โดยใช้ค่าเฉลี่ยของ strain ที่วัดได้จากStrain Gauge SE6 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.3% พบว่าเกิดแรงดึงในแผ่นใยสังเคราะห์ประมาณ 485 kN/m โดยมีค่า F.S. ของแผ่นใยสังเคราะห์ (Local Failure)เท่ากับ 1.07 จากผลการตรวจวัดของ Inclinometer พบว่าค่าการเคลื่อนตัวด้านข้างมากที่สุดของชั้นดินเหนียวอ่อนของแปลงทดสอบ TS-1 และ TS-2 มีค่าประมาณ 0.013 และ 0.023เมตร โดยเกิดขึ้นที่ระดับ 1.00 และ 4.00 เมตร จากระดับดินเดิม ตามลำดับ และสำหรับแปลงทดสอบ TS-3 ได้มีการพังทลายเกิดขึ้นโดยจะสังเกตเห็นรอยแยกบนชั้นดินถมได้อย่างชัดเจนซึ่งสามารถวัดความกว้างของรอยแยกที่มากที่สุดได้ประมาณ 0.30 เมตร และจากการวิเคราะห์เสถียรภาพความลาดชันของดินถมพบว่า ที่แปลงทดสอบTS-1 มีค่า F.S. เท่ากับ 1.16, ที่แปลงทดสอบ TS-2 ในกรณีที่ยังไม่มีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์จะมีค่า F.S. เท่ากับ 0.87 และกรณีที่มีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์แล้วค่า F.S. จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.71 โดยการใช้ค่าแรงดึงที่เกิดขึ้นจริงในแผ่นใยสังเคราะห์ที่ได้มาจากการเปรียบเทียบค่า strain ที่วัดได้ในสนามกับค่า strainที่ได้จากการทดสอบหาค่าแรงดึงสูงสุดในแผ่นใยสังเคราะห์ (รูปที่ 4.6) ในส่วนของแปลงทดสอบ TS-3 ในกรณีที่ยังไม่มีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์จะมีค่า F.S. เท่ากับ0.61 และเมื่อมีการเสริมแผ่นใยสังเคราะห์แล้วจะมีค่า F.S. เท่าเดิม เนื่องจากแผ่นใยสังเคราะห์ที่เสริมมีความยาวไม่ถึงแนวของ slip plane จึงไม่ได้ช่วยให้เสถียรภาพของดินถมเพิ่มขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
สุธรรม โรจนเมฆา . (2541). การใช้แผ่นใยสังเคราะห์ช่วยเสริมกำลังรับแรงในการก่อสร้างถนนบนชั้นดินเหนียวอ่อนจ.สุพรรณบุรี.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุธรรม โรจนเมฆา . 2541. "การใช้แผ่นใยสังเคราะห์ช่วยเสริมกำลังรับแรงในการก่อสร้างถนนบนชั้นดินเหนียวอ่อนจ.สุพรรณบุรี".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุธรรม โรจนเมฆา . "การใช้แผ่นใยสังเคราะห์ช่วยเสริมกำลังรับแรงในการก่อสร้างถนนบนชั้นดินเหนียวอ่อนจ.สุพรรณบุรี."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print. สุธรรม โรจนเมฆา . การใช้แผ่นใยสังเคราะห์ช่วยเสริมกำลังรับแรงในการก่อสร้างถนนบนชั้นดินเหนียวอ่อนจ.สุพรรณบุรี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.
|
