| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์เชิงเวลาของการหดตัวของเสาเชิงประกอบในอาคารสูง ตามขั้นตอนการก่อสร้าง |
| นักวิจัย | : | พิทักษ์ ศิริภาพรรณ |
| คำค้น | : | TIME DEPENDENT , AXIAL SHORTENING , STAGE CONSTRUCTION , AGE-ADJUSTED EFFECTIVE MODULUS |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082539000525 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการหดตัวของเสาหน้าตัดคอน กรีตเสริมเหล็กรวมทั้งเสาเชิงประกอบภายใต้น้ำหนักบรรทุก กระทำคงค้าง (Sustained load) โดยพิจารณาถึงผลที่เกิด ขึ้นทันทีทันใด และผลแปรเปลี่ยนเชิงเวลาจากการคืบ (Creep) และการหดตัว (Shrinkage) ของคอนกรีต ในวิธีวิเคราะห์ที่ ใช้ได้จำลองโครงสร้างเป็นโครงข้อแข็งประกอบด้วยชิ้นส่วน คานขนาดสมำ่เสมอ (Prismatic beam element) ซึ่งสมมติว่า ไม่เกิดการแตกร้าวในช่วงใช้งานเหล็กเสริม และเหล็กรูปพรรณ ซึ่งเสริมในชิ้นส่วนคานจะถือว่ามีการยึดเหนี่ยวกับคอนกรีต อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้เขียนสติฟเนสของเหล็กได้ในพจน์การ เปลี่ยนตำแหน่งของขั้วของชิ้นส่วนคาน โดยวิธีสติฟเนสโดย ตรง (Direct stiffness method) สามารถทำการสังเคราห์สคิฟ เนสของโครงสร้างตามเวลา โดยที่พฤติกรรมเชิงเวลาของคอนกรีต ถูกจำลองด้วยวิธีโมดูลัสเทียบเท่าปรับแก้อายุ (Age-adjusted effective modulus method) ค่าสัมประสิทธิ์การคืบ จะพิจารณาตามข้อแนะนำของคณะกรรมการ ACI209 การวิเคราะห์ จะพิจารณาสภาพการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกตามขั้นตอนการก่อสร้าง ด้วย วิธีวิเคราะห์ที่เสนอนี้เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้ในการ ประมาณค่าการหดตัวที่แตกต่างกันของเสา (Differential column shortening) ซึ่งมีความจำเป็นต้องคำนึงถึงในอาคารสูง จากผลลัพธ์การวิเคราะห์เสาเดี่ยวซึ่งมีปริมาณเหล็ก เสริม 1%, 2%, 5% และ 8% เมี่อเปรียบเทียบกับผลจากวิธีแรง ของ Beasley พบว่าการคำนวณโดยวิธีสติฟเนสอย่างละเอียดจะ ให้ผลลัพธ์ตรงกัน ส่วนวิธีประมาณโดยใช้ค่าสติฟเนสที่เวลาเฉลี่ยในช่วงเวลา ที่พิจารณาจะให้ความผิดพลาดมากที่สุดประมาณ 10%-12% ของ ค่าจริง เหล็กเสริม (หรือเหล็กรูปพรรณที่เสริม) ในคอนกรีต จะให้ผลเหนี่ยวรั้งทำให้ลดการหดตัวของเสาอันเกิดจากการคืบ และการหดตัวจากการสูญเสียความชื้นในคอนกรีตให้น้อยลงได้ 20%-70% สำหรับปริมาณเหล็กเสริม 1%-8% โดยอัตราการลดนี้ ไม่เป็นแบบเชิงเส้น แต่จะมีอัตราการลดลงเร็วประมาณ 15%-20% เมื่อปริมาณเหล็กเสริมอยู่ในช่อง 1%-2% และอัตรานี้จะเหลือ ราว 5% ที่ปริมาณเหล็กเสริม 8% ผลจากการเหนี่ยวรั้งของ เหล็กเสริมทำให้เกิดการปรับกระจายแรงภายในคอนกรีตลดลงและ ส่งถ่ายไปยังเหล็กเสริมเพิ่มขึ้น ทำให้หน่วยแรงภายในเหล็ก เสริมที่เวลาอนันต์มีค่าประมาณ 2-3.5 เท่าของหน่วยแรงเริ่มแรก การวิเคราะห์ผลการหดตัวของเสาในกรณีศึกษาคือ อาคารใบหยก 2 พบว่าการหดตัวที่แตกต่างกันของเสาคู่ประชิดกันที่ชั้นบนสุดมีค่ามากที่สุดประมาณ 22.5 มม.ในกรณีที่สมมติว่าเสาหดตัวได้โดยอิสระ แต่ถ้าพิจารณาผลการเหนี่ยวรั้งของคานยึดระหว่างเสาที่ทุกชั้น ค่าการหดตัวที่แตกต่างกันนี้จะลดลงประมาณ 20% จากค่าการหดตัวอย่างอิสระ |
| บรรณานุกรม | : |
พิทักษ์ ศิริภาพรรณ . (2539). การวิเคราะห์เชิงเวลาของการหดตัวของเสาเชิงประกอบในอาคารสูง ตามขั้นตอนการก่อสร้าง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พิทักษ์ ศิริภาพรรณ . 2539. "การวิเคราะห์เชิงเวลาของการหดตัวของเสาเชิงประกอบในอาคารสูง ตามขั้นตอนการก่อสร้าง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พิทักษ์ ศิริภาพรรณ . "การวิเคราะห์เชิงเวลาของการหดตัวของเสาเชิงประกอบในอาคารสูง ตามขั้นตอนการก่อสร้าง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. พิทักษ์ ศิริภาพรรณ . การวิเคราะห์เชิงเวลาของการหดตัวของเสาเชิงประกอบในอาคารสูง ตามขั้นตอนการก่อสร้าง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
