| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร |
| นักวิจัย | : | ธาริณี คงคาธเนศ |
| คำค้น | : | CONFIDENCE INTERVAL , INTERVAL ESTIMATION , POPULATIONPROPORTION , CONFIDENCE COEFFICIENT |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082539000071 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทีบยวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร บนพื้นฐานของการประมาณด้วยการแจกแจงปกติ โดยการเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นและค่าความยาวเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่นของแต่ละวิธีการประมาณ ซึ่งในการเปรียบเทียบค่าความยาวเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น จะเปรียบเทียบเฉพาะในกรณีที่วิธีการประมาณนั้นให้ค่าระดับความเชื่อมั่นไม่ต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่กำหนด ดังนั้นวิธีการประมาณใดให้ค่าความยาวเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่นต่ำที่สุด จะถือเป็นวิธีการประมาณที่เหมาะสมที่สุด วิธีการประมาณที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือวิธีการประมาณอย่างง่าย (Clssical Method)วิธีการประมาณโดยใช้ค่าปรับแก้เพื่อความต่อเนื่องของเยจส์(The Estimation Method Using continuity Correction ByYate) วิธีการประมาณโดยใช้ค่าปรับแก้เพื่อความต่อเนื่องของฮอคก์และแอนดอร์สัน(The Estimation Method UsingContinuity Correction By Hauck And Anderson)วิธีการประมาณโดยใช้ค่าปรับแก้เพื่อความต่อเนื่องของเพสกัน(The Estimation Method Using Continuity Correction ByPeskun) กำหนดขนาดตัวอย่าง 1 และ 2 (n(,1), n(,2))เท่ากันเป็น 10, 20, 25, 30, 35, 40, 50, 60, 70 80ค่าสัมบูรณ์ของความแตกต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร มีค่าความแตกต่างตั้งแต่ .1 ถึง .8 โดยค่าเพิ่มขึ้นทีละ .1 และสัดส่วนประชากร 1 และ2 (p(,1),(p(,2)) มีค่าตั้งแต่ .1 ถึง .9 โดยเพิ่มค่าขึ้นทีละ .1กำหนดค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 90%, 95% และ99% ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้จากการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิคมอนติคาร์โล และทำการทดลองซ้ำ ๆ กัน 20,000ครั้ง ในแต่ละสถานการณ์ที่กำหนด ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นจากการทดลอง ในกรณีศึกษาส่วนใหญ่ช่วงความเชื่อมั่นจากวิธีการที่ใช้ค่าปรับแก้ไขเพื่อความต่อเนื่องต่าง ๆ ให้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นจากการทดลองไม่ต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่กำหนด ส่วนช่วงความเชื่อมั่นจากวิธีการประมาณอย่างง่ายจะให้ค่าสัมประสิทธิ์จากการทดลองไม่ต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่กำหนดเมื่อขนาดตัวอย่างทั้งสองมีค่าปานกลาง (n(,1), n(,2) = 30ขึ้นไป) 2. ค่าความยาวเฉลี่ของช่วงความเชื่อมั่น ในกรณีศึกษาส่วนใหญ่ช่วงความเชื่อมั่นจากวิธีการใช้ค่าปรับแก้ไขเพื่อความต่อเนื่องของเพสกันจะให้ความเฉลี่ยของช่วงต่ำที่สุดในกรณีตัวอย่างทั้งสองเล็ก ((n(,1), n(,2)= 10) วิธีการประมาณโดยใช้ค่าปรับแก้ไขเพื่อความต่อเนื่องของฮอคก์และแอนเดอร์สันจะให้ค่าความยาวเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อตัวอย่างทั้งสองมีขนาดปานกลาง (n(,1), n(,2)= 30, 35, 40) วิธีการประมาณอย่างง่ายจะให้ค่าความยาวเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อตัวอย่างทั้งสองมีขนาดใหญ่ (n(,1), n(,2)= 50, 60, 70, 80) และวิธีการโดยใช้ค่าปรับแก้ไขเพื่อความต่อเนื่องของเยจส์ไม่สามารถให้ค่าความยาวเฉลี่ยต่ำสุดได้ในทุกกรณีที่ศึกษา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าความยาวเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น ได้แก่ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นซึ่งจะแปรผันโดยตรงกับค่าความเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น ค่าสัมบูรณ์ของผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร และขนาดตัวอย่างทั้งสองจะแปรผกผันกับค่าความยาวเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น |
| บรรณานุกรม | : |
ธาริณี คงคาธเนศ . (2539). การเปรียบเทียบวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ธาริณี คงคาธเนศ . 2539. "การเปรียบเทียบวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ธาริณี คงคาธเนศ . "การเปรียบเทียบวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. ธาริณี คงคาธเนศ . การเปรียบเทียบวิธีการประมาณแบบช่วงสำหรับผลต่างระหว่างค่าสัดส่วนของสองประชากร. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
