| ชื่อเรื่อง | : | ปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย |
| นักวิจัย | : | พจนาพร กนกแก้ว |
| คำค้น | : | PATTERN , CHILD-REARING , PSYCHOLOGICAL , CULTURAL |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082538000646 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการตอบสนองเชิงจิตวิทยาและวัฒนธรรมในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทยที่หมู่บ้านน้ำคำ ต.ธาตุ อ รัตนบุรีจ.สุรินทร์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาคือรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและการใช้การสัมภาษณ์จากแบบสอบถาม จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตามสมมติฐาน วัตถุประสงค์เพื่อหารปูแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทยจากสมมติฐานมีว่า 1.เด็กอายุแรกเกิด - 2ปี น่าจะต้องการการตอบสนองปัจจัยทางจิตวิทยามากกว่าทางวัฒนธรรม 2 เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปี น่าจะต้องการการตอบสนองปัจจัยทางวัฒนธรรมมากกว่าทางจิตวิทยา จากการศึกษาพบว่า การตอบสนองทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมทั้ง5 ขั้น เกิดรูแปบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กรวม 10 แบบโดยแยกพิจารณาแต่ละขั้นได้ดังนี้ ในขั้นพัฒนาการที่ 1 (Oral Stae) พบว่าการอบรมเลี้ยงดูเด็กแบบ ก ตรงตามสมมติฐานคือให้ความสำคัญกับการตอบสนองปัจจัยจิตวิทยามากกว่าทางวัฒนธรรมคือมีการให้การตอบสนองทางปากอย่างเพียงพอต่างจากรูปแบบ ข ผู้ให้การเลี้ยงดูให้ความสำคัญกับการตอบสนองปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมพร้อมกัน ในขั้นพัฒนาการขั้นที่ 2 (Anal Stage) มีการเลี้ยงดูเด็ก 2 แบบซึ่งมีความขัดแย้งกับสมมติฐานกล่าวคือ ในแบบ ค นั้นผู้ให้การเลี้ยงดูให้ความสำคัญกับการตอบสนองทางวัฒนธรรมมากเช่น มารยาทในการเดินการไหว้ ฯลฯ ส่วนแบบ ง ผู้ให้การอบรมเลี้ยงดูให้ความสำคัญกับการตอบสนองทาวัฒนธรรมมาก เช่น การไหว้ การเดิน การพูด สอนเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฯลฯ ในขณะที่ทำการฝึกการขับถ่ายไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ ในขั้นพัฒนาการขั้นที่ 3 (Phallic Stage) มีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก 1 แบบ เรียกว่าแบบ จ ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานคือ ผู้ให้การเลี้ยงดูให้ความสำคัญกับการตอบสนองทางวัฒนธรรมมากกว่าทางจิตวิทยาโดยเกิดจากในขณะที่เด็กต้องการลูบคลำอวัยวะเพศซึ่งเป็นการตอบสนองทางจิตวิทยาแต่ผู้ให้การเลี้ยงดูกลับให้การปลูกฝังวัฒนธรรมคือ ห้ามเด็กด้วยการตี ดุ หรือดึงมือออกและยังเน้นการปลูกฝังวัฒนธรรมด้วย เช่น สั่งสอนคุณธรรมของความเมตตา กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สอนให้รู้จักช่วยงานบ้านเป็นต้น ในขั้นพัฒนาการที่ 4 (Latency Stage) พบว่ามีรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็ก 2 แบบคือ ฉ และแบบ ช แบบ ฉ เน้นการสอนเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความมีเมตตา กรุณา สอนเรื่องบาป บุญ สอนมารยาทการพูด การไหว้ฯลฯ พอ ๆ กับการตอบสนองทางจิตวิทยา ส่วนรูปแบบ ซ ปลูกฝังวัฒนธรรมน้อยกว่า แบบ ฉ ในขั้นการพัฒนาการที่ 5 (Genital Stage) มีการอบรมเลี้ยงดู 3แบบคือแบบ ซ แบบ ณ และ ญ แบบ ซ ให้ความสำคัญกับการตอบสนองทางวัฒนธรรมมากกว่าจิตวิทยา การเลี้ยงดูในลักษณะนี้พบว่าขณะที่เด็กต้องการคบเพื่อนหรือเพื่อนต่างเพศ ผู้ให้การเลี้ยงดูไม่ให้การสนับสนุน แต่เน้นการปลูกฝังค่านิยมเรื่องบาป บุญ การไหว้ การเดิน ความเมตตา กรุณา ฯลฯแบบ ฌ เป็นการเลี้ยงดูที่ไม่ให้ความสำคัญทั้งการตอบสนองทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมคือห้ามคบเพื่อนต่างเพศตลอดจนให้การปลูกฝังวัฒนธรรมน้อยกว่าการเลี้ยงดูแบบ ซ และญ จากการตอบสนองปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมดังกลว่าจึงส่งผลให้เด็กมีบุคลิกภาพโดยรวมดังนี้ คือ เป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขี้สงสาร มีเมตตากรุณา เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจตลอดจนเป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออกและบางคนมีมีนิสัยขี้เหนียว |
| บรรณานุกรม | : |
พจนาพร กนกแก้ว . (2538). ปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พจนาพร กนกแก้ว . 2538. "ปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พจนาพร กนกแก้ว . "ปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. พจนาพร กนกแก้ว . ปัจจัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
