| ชื่อเรื่อง | : | ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย |
| นักวิจัย | : | อุมาพร ศรีรักษา |
| คำค้น | : | ACOUSTIC , SYLLABLE BOUNDARY , THAI , CONNECTED SPEECH |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082537000099 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่ใช่บ่งชี้ขอบเขตพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย โดยมีกรณีศึกษา 3 กรณีคือ 1. กรณีเลียงพยัญชนะและสระเสียง 2. กรณีเสียงพยัญชนะ 2 เสียงเรียง 3. กรณีเสียงสระ 2 เสียงเรียง ในแต่ละกรณีได้ทำการวิเคราะห์ทางกลลัทศาสตร์ประกอบกับการทดสอบความต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในระหว่างคู่คำทดสอบ ผลการวิจัยพบว่าลักษณะทางกลลัทศาสตร์สามารถบ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่อง ได้จริง โดยมีความเด่น ด้อยมากน้อยต่างกันไปแต่ละกรณีศึกษาดังกล่าวดังนี้ 1. ในกรณีเสียงพยัญชนะและสระเสียง องค์ประกอบเชิงกลที่ใช้บ่งชี้ ขอบเขตพยางค์ได้เด่นที่สุดคือความถี่มูลฐาน และระยะเวลา 2. ในกรณีเสียงพยัญชนะ 2 เสียงเรียง องค์ประกอบเชิงกลที่ใช้บ่งชี้ขอบเขตพยางค์ได้เด่นที่สุดคือ ระยะเวลาและความเข้มข้นของเสียง 3. ในกรณีเสียงสระ 2 เสียงเรียง องค์ประกอบเชิงกลที่ใช้บ่งชี้ขอบเขตพยางค์ได้เด่นที่สุดคือ ระยะเวลาและความเข้มของเสียง จากกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีสรุปได้ว่า ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทยได้เด่นชัดที่สุดคือ ระยะเวลา ความเข้มของเสียง และความถี่มูลฐาน ตามลำดับ |
| บรรณานุกรม | : |
อุมาพร ศรีรักษา . (2537). ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อุมาพร ศรีรักษา . 2537. "ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อุมาพร ศรีรักษา . "ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. อุมาพร ศรีรักษา . ลักษณะทางกลลัทศาสตร์ที่บ่งชี้รอยต่อพยางค์ในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
