ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน
นักวิจัย : ทิพวรรณ พจนาภรณ์
คำค้น : การบำบัดโดยพืช , การกำจัดสารปนเปื้อนในดิน , สับปะรด , โลหะหนัก , โครเมียม , ตะกั่ว , Phytoremediation , Soil remediation , Pineapple , Heavy metals , Chromium , Lead
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : พันธวัศ สัมพันธ์พานิช , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/33059
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552

การศึกษาผลของสารคีเลตต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่ว โดยการปลูกสับปะรด (Ananas comosus (L.) Merr.) ในดินปนเปื้อน และดูแลรักษาในเรือนเพาะชำประมาณ 30 วัน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 7 ชุดการทดลอง ได้แก่ 1) ชุดที่ปลูกพืชแต่ไม่ใส่สารโครเมียม ตะกั่ว และสารคีเลต (Blank) 2) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารโครเมียมแต่ไม่ใส่สารคีเลต โดยใช้โพแทสเซียมไดโครเมท (K2Cr2O7) ที่ระดับความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน 3) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารโครเมียมและสาร EDTA 4) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารโครเมียมและสาร EDDS 5) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารตะกั่วแต่ไม่ใส่สารคีเลต โดยใช้ตะกั่วไนเตรท (Pb (NO3)2) ที่ระดับความเข้มข้น 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน 6) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารตะกั่วและสาร EDTA และ 7) ชุดที่ปลูกพืชใส่สารตะกั่วและสาร EDDS โดยเติมสารคีเลตทั้ง 2 ชนิดที่ระดับความเข้มข้น 2 มิลลิโมลต่อกิโลกรัมดิน ทำการเก็บเกี่ยวพืชทุกๆ 30, 60, 90 และ 120 วัน และวิเคราะห์หาปริมาณโครเมียมทั้งหมด โครเมียมเฮกซาวาเลนท์ ตะกั่วทั้งหมดในดินและพืช (ส่วนบนดินและส่วนใต้ดิน) นอกจากนี้ศึกษาการเจิญเติบโตของสับปะรด โดยพิจารณาจากน้ำหนักแห้งของพืช ความยาวราก และการสังเกตความเป็นพิษจากการแสดงอาการของสับปะรด ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า ชุดการทดลองที่ใส่สารตะกั่ว สาร EDTA ช่วยดูดดึงตะกั่วไปไว้ในส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดินของสับปะรดที่ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว 60 วัน มีค่ามากที่สุดเท่ากับ 288.14 และ 796.66 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ สำหรับชุดการทดลองที่ใส่สารประกอบโครเมียมพบว่า ชุดการทดลองที่ใส่สาร EDTA สามารถช่วยดูดดึงโครเมียมไปไว้ในส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดินของสับปะรดที่ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว 90 วัน มีค่ามากที่สุดเท่ากับ 545.72 และ 2,267.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ โดยสาร EDTA สามารถเพิ่มการสะสมโครเมียม และตะกั่วในส่วนต่างๆ ของสับปะรดได้สูงกว่าสาร EDDS ดั้งนั้น สามารถสรุปได้ว่าสาร EDTA มีประสิทธิภาพดีกว่าสาร EDDS ในการดูดดึงโครเมียม และตะกั่วที่ปนเปื้อนในดินได้ นอกจากนี้สารคีเลตทั้ง 2 ชนิด ไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และการแสดงความเป็นพิษของสับปะรดอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม

บรรณานุกรม :
ทิพวรรณ พจนาภรณ์ . (2552). ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทิพวรรณ พจนาภรณ์ . 2552. "ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทิพวรรณ พจนาภรณ์ . "ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print.
ทิพวรรณ พจนาภรณ์ . ผลของอีดีทีเอและอีดีดีเอสต่อการดูดดึงโครเมียมและตะกั่วโดยใช้สับปะรดที่ปลูกในดินปนเปื้อน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.