ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ
นักวิจัย : ศุภัชญา ชนชนะชัย
คำค้น : อุตสาหกรรมสุรา , น้ำเสีย -- การบำบัด -- วิธีทางชีวภาพ , น้ำ -- การทำให้บริสุทธิ์ -- วิธีทางชีวภาพ
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ธเรศ ศรีสถิตย์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2550
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/31390
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550

การศึกษาการใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ ได้นำน้ำกากส่ามาใช้เป็นแหล่งคาร์บอนแทนกากน้ำตาล โดยแบ่งชุดการทดลองออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่1 คือชุดควบคุมซึ่งเตรียมจากกากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ชุดที่ 2 เตรียมจากกากน้ำตาลผสมกับน้ำกากส่า และชุดที่ 3 เตรียมจากน้ำกากส่าเพียงอย่างเดียว และได้แปรเปลี่ยนปริมาณน้ำกากส่าเป็น 1.5, 2.0, 2.5 และ 3.0 เท่าของกากน้ำตาล โดยใช้เวลาหมักนาน 90 วัน และในแต่ละชุดทดลองมีวัตถุดิบเป็นเศษผักบุ้งจีน เศษสับปะรด และเศษปลา จากการศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการใช้น้ำกากส่าแทนกากน้ำตาลพบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมในการทำน้ำสกัดชีวภาพของวัตถุดิบแต่ละประเภท ได้แก่ เศษผักบุ้งจีน 3 กก. :กากน้ำตาล 0.5 กก. : น้ำกากส่า 2.5 กก. : น้ำ 1 ลิตร : EM 0.15 ลิตร ที่เวลา 30 วัน เศษสับปะรด 3 กก. : น้ำกากส่า 2.5 กก. : น้ำ 1 ลิตร : EM 0.15 ลิตร ที่เวลา 30 วัน และเศษปลา 3 กก. : น้ำกากส่า 4.5 กก. : น้ำ 1.5 ลิตร : EM 0.2 ลิตร ที่เวลา 60 วัน เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของน้ำสกัดชีวภาพพบว่าชุดควบคุมที่เตรียมจากกากน้ำตาลมีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ สูงที่สุด รองลงมาคือชุดทดลองที่เตรียมจากกากน้ำตาลผสมกับน้ำกากส่า และชุดทดลองที่เตรียมจากน้ำกากส่าเพียงอย่างเดียว ตามลำดับ ในน้ำสกัดชีวภาพพบไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 0.09-1.49, 0.01-0.66 และ 0.42-1.07 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ตามลำดับ เมื่อศึกษาปฏิกิริยาการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนของน้ำสกัดชีวภาพโดยพิจารณาจากค่าซีโอดี พบว่าน้ำสกัดชีวภาพที่มีวัตถุดิบเป็นเศษผักบุ้งจีน เศษสับปะรด และเศษปลา มีค่าซีโอดีเริ่มคงที่ที่เวลา 14, 56 และ 63 วัน ตามลำดับ ดังนั้นระยะเวลาสั้นที่สุดในการหมักน้ำสกัดชีวภาพคือวันที่ค่าซีโอดีเริ่มคงที่ซึ่งเป็นเวลาที่ปฏิกิริยาการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนสมบูรณ์ และเนื่องจากน้ำสกัดชีวภาพมีพีเอชค่อนข้างต่ำจึงควรเจือจางในอัตราส่วน 1:250 ก่อนนำไปใช้เพื่อมิให้เกิดผลเสียต่อพืช จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าสามารถนำน้ำกากส่ามาใช้เป็นแหล่งคาร์บอนแทนกากน้ำตาลในการทำน้ำสกัดชีวภาพได้

บรรณานุกรม :
ศุภัชญา ชนชนะชัย . (2550). การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศุภัชญา ชนชนะชัย . 2550. "การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศุภัชญา ชนชนะชัย . "การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550. Print.
ศุภัชญา ชนชนะชัย . การใช้น้ำกากส่าของโรงงานสุราในการทำน้ำสกัดชีวภาพ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2550.