| ชื่อเรื่อง | : | ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียน : ศึกษากรณีสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ |
| นักวิจัย | : | สุดารัตน์ ภัทรานุรักษ์กุล |
| คำค้น | : | อสังหาริมทรัพย์ -- การจดทะเบียนและการโอน , กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- สัญญา , กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- นิติกรรม , กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- กรรมสิทธิ์ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิติศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/31339 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551 อสังหาริมทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้นการก่อตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิสำหรับทรัพย์ประเภทนี้จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในส่วนของสัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ แต่ละประเทศได้กำหนดบทกฎหมายที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบแห่ง นิติกรรมและระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้แตกต่างกัน เมื่อศึกษาเปรียบเทียบระบบกฎหมายต่างประเทศ เช่นประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยการแยกตามแนวคิดในเรื่องสัญญาทางหนี้และสัญญาทางทรัพย์ ทำให้ทราบถึงระบบแบบแห่งนิติกรรม ระบบการจดทะเบียนโฆษณา การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ อันส่งผลให้มีการแบ่งแยกระหว่างความสมบูรณ์ของสัญญาและการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ออกจากกันอย่างชัดเจน แต่สำหรับประเทศไทย ได้บัญญัติให้การทำตามแบบซึ่งมีผลต่อความสมบูรณ์ของนิติกรรมตามมาตรา 456 วรรคแรก กับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1299 วรรคแรกอยู่ในขั้นตอนเดียวกัน และจากการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายพบว่า ระบบแบบแห่งนิติกรรมตามบรรพ 3 มีที่มาจากทฤษฎีสัญญาเดี่ยว และระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามบรรพ 4 มีที่มาจากทฤษฎีสัญญาคู่ จึงเกิดเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยต้องการพิสูจน์ว่าผลของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียนไว้ด้วยกันบนพื้นฐานทฤษฎีที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาใดบ้าง ในการทำความเข้าใจ การปรับใช้กฎหมาย รวมถึงการวิเคราะห์ลักษณะและความเป็นไปได้ในการตีความหากมีการแยกระบบแบบแห่งนิติกรรมและระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์ออกจากกัน ผู้ศึกษาสรุปได้ว่า การเชื่อมโยงระบบแบบแห่งนิติกรรมและระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในขั้นตอนเดียวกันก่อให้เกิดความขัดแย้งในการปรับใช้กฎหมายว่า การเกิดทรัพยสิทธิตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการได้มาโดยการทำนิติกรรมหรือการได้มาโดยผลของการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเป็นโมฆะและความไม่บริบูรณ์ ความจำเป็นในการปรับใช้คำว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้และกฎหมายอื่น” ซึ่งจากการศึกษาหลักกฎหมายต่างประเทศ ประวัติศาสตร์กฎหมายและคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ทราบว่ามาตรา 456 วรรคแรก มีความมุ่งหมายเพื่อเป็นแบบแห่งนิติกรรมและผลของการทำแบบก่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนมาตรา 1299 วรรคแรกมีความมุ่งหมายเพื่อการแสดงออกซึ่งการทรงทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นผู้เขียนจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการแยกระบบแบบแห่งนิติกรรมและระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์ออกจากกัน ระบบแบบแห่งนิติกรรมเป็นเรื่องการแสดงความผูกพันระหว่างคู่กรณีและเพิ่มเติมให้มีระบบคนกลางในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลผลประโยชน์ของคู่กรณีในการทำสัญญา ส่วนระบบทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อโฆษณาสิทธิของตนและสามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ต่อบุคคลภายนอกได้ด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
สุดารัตน์ ภัทรานุรักษ์กุล . (2551). ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียน : ศึกษากรณีสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุดารัตน์ ภัทรานุรักษ์กุล . 2551. "ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียน : ศึกษากรณีสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุดารัตน์ ภัทรานุรักษ์กุล . "ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียน : ศึกษากรณีสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. Print. สุดารัตน์ ภัทรานุรักษ์กุล . ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างระบบแบบและระบบทะเบียน : ศึกษากรณีสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2551.
|
