| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนาวิธีตรวจวัด แอล-กลูตาเมต แบบใหม่ โดยใช้หลักการปฏิกิริยาหมุนเวียน |
| นักวิจัย | : | วิทยา มีวุฒิสม |
| คำค้น | : | D-phenylglycine aminotransferase , enzymatic cycling , flow injection analysis , L-glutamate , กลูตาเมต , การวิเคราะห์ด้วยระบบโฟลอินเจคชั่น , ดี-ฟินิลกลัยซีน อะมิโนทรานสเฟอ-เรส , ปฏิกิริยาหมุนเวียนของสับสเตรท |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BGJ4580016 , http://research.trf.or.th/node/210 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ได้พัฒนาระบบโฟลอินเจคชั่น (Flow injection analysis) ที่มีความจำเพาะสูงสำหรับการตรวจวัดปริมาณกลูตาเมตในอาหาร ปริมาณกลูตาเมตในตัวอย่างจะถูกเพิ่มจำนวน โดยปฏิกิริยาการหมุนเวียนระหว่างเอนไซม์สองชนิด คือ แอล-กลูตาเมต ดีไฮโดรจีเนส (L-glutamate dehydrogenase, GlDH) และ เอนไซม์ที่ถูกค้นพบใหม่ ชื่อ ดี-ฟีนิลกลัยซีน อะมิโนทรานสเฟอเรส (D-phenylglycine aminotransferase, D-PhgAT) ในระบบการวิเคราะห์นี้ เอนไซม์ GlDH จะทำหน้าที่เปลี่ยน กลูตาเมต เป็นคีโตกลูทาเรต ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มไฮโดรเจนแก่สาร NAD+ ทำให้เกิดสาร NADH ขึ้นในปฏิกิริยา ส่วนเอนไซม์ D-PhgAT ทำหน้าที่ย้ายหมู่ อะมิโน จากสาร D-4-hydroxyphenylglycine ไปสู่สารคีโตกลูทาเรต และด้วยปฏิกิริยานี้ ทำให้เกิด กลูตาเมตขึ้นใหม่ การสะสมของสาร NADH ในปฏิกิริยา จะถูกติดตามด้วยคุณสมบัติในการเรืองแสง และคุณสมบัติการดูดกลืนแสง ในช่วงความยาวคลื่นอุลตราไวโอเลต (340 nm) และมีความสัมพันธ์กับปริมาณกลูตาเมตตั้งต้น ด้วยวิธีการนี้ พบว่าสามารถทำการวิเคราะห์ในระยะยาวได้อย่างน้อย 70 วัน และมีค่า Reproducibility Standard Deviation (RSD) เมื่อทำการวิเคราะห์ภายใน และระหว่างวัน เป็น 4.3-7.3% and 8.9% ตามลำดับ วิธีการตรวจวัดที่ใช้คุณสมบัติในการเรืองแสง มีความไวมากกว่าวิธีการตรวจวัดด้วยการดูดกลืนแสงช่วงยูวี เล็กน้อย โดยสามารถทำการตรวจวัดความเข้มข้นต่ำสุดของกลูตาเมต ที่ 0.4 ?M และช่วงความเข้มข้นของกลูตาเมตที่ให้ความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงคือ 2.5-50 ?M ด้วยวิธีการนี้มีความจำเพาะสูงต่อแอล-กลูตาเมตเท่านั้น เมื่อทดสอบกับกรดอะมิโน ชนิดแอล ตัวอื่น ๆ ทั้ง 17 ชนิด พบว่ามีค่า recoveries อยู่ในช่วง 95-103% นอกจากนี้ เมื่อทำการตรวจวัดปริมาณกลูตาเมตในตัวอย่างอาหารจริง พบว่าวิธีนี้ให้ผลการวิเคราะห์ที่ใกล้เคียงกับวิธีการตรวจวัดที่เป็นชุดตรวจสอบสำเร็จรูปของบริษัท Boehringer Mannheim A flow injection analysis (FIA) system for specific determination of L-glutamate in food samples based on a bi-enzymatic amplification system has been developed. The content of L-glutamate in the sample was amplified by cycling between L-glutamate dehydrogenase (GlDH) and a novel enzyme, D-phenylglycine aminotransferase (D-PhgAT). In this system, GlDH converts L-glutamate to 2-oxoglutarate with concomitant reduction of NAD+ to NADH. D-PhgAT transfers an amino group from D-4-hydroxyphenylglycine to 2-oxoglutarate, thus recycling L-glutamate. Accumulation of NADH in the course of the enzymatic recycling was monitored both by fluorescence and UV absorbance and used for quantification of L-glutamate. The assay was characterized by high long-term stability (at least 70 days) and good reproducibility (within-day and between-day RSDs were 4.3-7.3% and 8.9%). The fluorimetric assay was slightly more sensitive with a L-glutamate detection limit of 0.4 ?M and linear range of 2.5-50 ?M. The assay was specific for L-glutamate, with recoveries between 95-103% in the presence of 17 different amino acids tested one by one. The method was applied to analysis of real food samples and results were correlated with a commercial Boehringer Mannheim assay kit. |
| บรรณานุกรม | : |
วิทยา มีวุฒิสม . (2547). การพัฒนาวิธีตรวจวัด แอล-กลูตาเมต แบบใหม่ โดยใช้หลักการปฏิกิริยาหมุนเวียน.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิทยา มีวุฒิสม . 2547. "การพัฒนาวิธีตรวจวัด แอล-กลูตาเมต แบบใหม่ โดยใช้หลักการปฏิกิริยาหมุนเวียน".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิทยา มีวุฒิสม . "การพัฒนาวิธีตรวจวัด แอล-กลูตาเมต แบบใหม่ โดยใช้หลักการปฏิกิริยาหมุนเวียน."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2547. Print. วิทยา มีวุฒิสม . การพัฒนาวิธีตรวจวัด แอล-กลูตาเมต แบบใหม่ โดยใช้หลักการปฏิกิริยาหมุนเวียน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2547.
|
