| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี |
| นักวิจัย | : | ณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง |
| คำค้น | : | โบสถ์ -- ไทย(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , สถาปัตยกรรมพุทธศาสนา |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี , วิวัฒน์ เตมียพันธ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2550 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21365 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (สถ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 การศึกษาสิม(โบสถ์)อีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง มีจุดมุ่งหมายศึกษาวัฒนธรรมอีสานซึ่งสืบสายจากวัฒนธรรมไท-ลาว และศึกษาวิวัฒนาการรวมทั้งอิทธิพลรูปแบบศิลปะต่างๆ ทางสถาปัตยกรรม อันจะนำไปสู่การค้นหาเอกลักษณ์ของสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาภาคเอกสาร การสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลในเรื่อง ตำแหน่งที่ตั้งวัด ลักษณะการวางผังและรูปแบบสิมในกลุ่มตัวอย่าง พร้อมกับวิเคราะห์เปรียบเทียบจัดกลุ่มรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมตามลำดับอายุก่อนหลัง และสรุปผลเป็นข้อมูลที่ใช้ในงานออกแบบ นำเสนอเป็นผลงานการออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี ผลจากการศึกษาสิมในกลุ่มตัวอย่าง ทำให้ทราบว่า ที่ตั้งวัด ได้ถูกกำหนดโดยชนชั้นผู้ปกครอง หรือ พระสงฆ์ หรือ ประชามติของคนในชุมชน ซึ่งมักกำหนดให้วัดอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ บนเนินสูง หรืออยู่ทิศใต้ชุมชน และพบว่า ภายในเขตวัดอันประกอบด้วยเขตพุทธาวาส สังฆาวาส และเขตสาธารณประโยชน์ ไม่ได้มีการแบ่งเขตชัดเจนเหมือนกับการวางผังบริเวณวัดทางภาคกลาง ทั้งนี้ ในระบบสถาปัตยกรรมสายวัฒนธรรมไท-ลาวเดิม ได้ให้ความสำคัญแก่อาคารอาฮาม(วิหาร) เป็นประธานภายในเขตวัด แต่ปัจจุบันด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ทำให้อาคารสิมได้รับความสำคัญขึ้นมาทดแทนอาฮาม สิมจึงเป็นอาคารประธานของวัดในเขตพุทธาวาส ที่มักตั้งอยู่บริเวณที่โล่งใจกลางวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และจะไม่ตั้งสิมให้เป็นแนวแกนชัดเจนกับอาคารข้างเคียง ส่วนเขตสังฆาวาสมักอยู่ทางทิศตะวันตกเป็นหลัก แล้วเชื่อมต่อไปยังทิศเหนือและใต้ ตามลำดับ ส่วนเขตสาธารณะประโยชน์ เป็นเขตที่เกิดขึ้นภายหลังเพื่อตอบสนองประโยชน์ใช้สอยของชุมชน มักเป็นอาคารกลุ่มฌาปนสถานอยู่ตามมุมวัดหรือติดรั้ววัดด้านใดด้านหนึ่ง และเมื่อศึกษาเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรมพบว่า รูปแบบของสิมในกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมและช่วงลำดับก่อนหลังได้ 3 กลุ่ม คือ 1. สิมที่รับอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมล้านช้างแบบดั้งเดิม 2. สิมที่รับอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมล้านช้างผสมผสานภาคกลาง 3. สิมที่รับอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมล้านช้างแบบท้องถิ่นอีสาน ปัจจุบัน หลักฐานทางศิลปสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองอุบลราชธานี มีแนวโน้มที่จะสูญหายและถูกเปลี่ยนแปลงไปตามแบบอย่างสถาปัตยกรรมภาคกลาง ในกรณีของอาฮามวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี วัดสำคัญประจำเมืองที่สร้างโดยพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ เจ้าเมืองคนแรก นับเป็นตัวอย่างของการสูญหายของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งควรได้รับการสืบหารูปแบบเดิม และพัฒนาศิลปสถาปัตยกรรมให้เห็นเอกลักษณ์ของรูปแบบที่แสดงถึงความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไท-ลาว อันเป็นรากเหง้าของศิลปสถาปัตยกรรมท้องถิ่น รวมทั้งสนองประโยชน์ใช้สอยได้สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของสังคมในยุคปัจจุบัน ตลอดจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสิมในภาคอีสานได้ ดังที่ได้นำเสนอในผลงานการออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี |
| บรรณานุกรม | : |
ณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง . (2550). การศึกษาสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง . 2550. "การศึกษาสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง . "การศึกษาสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550. Print. ณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง . การศึกษาสิมอีสานสายวัฒนธรรมไท-ลาว ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อออกแบบสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2550.
|
