| ชื่อเรื่อง | : | ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการแปล และการทำซ้ำซึ่งหนังสือ |
| นักวิจัย | : | พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ |
| คำค้น | : | ลิขสิทธิ์ , ลิขสิทธิ์ -- การแปล , ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ , อนุสัญญากรุงเบอร์น , อนุสัญญาลิขสิทธิ์สากล |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ไชยยศ เหมะรัชตะ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2527 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/20919 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527 ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ในด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ที่นานาประเทศได้รับรองคุ้มครองด้วยการบัญญัติเป็นกฎหมายภายใน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองลิขสิทธิ์ในขอบเขตของงานวรรณกรรมและศิลปกรรมอย่างเต็มที่เท่าที่ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างสรรค์งานให้มากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ เป็นการขยายขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์ออกไปยังประเทศอื่นตามพันธกรณีที่ตนผูกพันอยู่ ซึ่งในปัจจุบันมักจะเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือ อนุสัญญาเบอร์นเพื่อการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม และอนุสัญญาลิขสิทธิ์สากล โดยอนุสัญญาทั้งสองฉบับได้บัญญัติให้ประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ในประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาอื่นในลักษณะตอบแทนกัน แต่อนุสัญญาทั้งสองนี้ก็มีลักษณะแตกต่างกันในรูปแบบของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็ได้คำนึงถึงประเทศกำลังพัฒนาที่จะนำงานสร้างสรรค์ของประเทศพัฒนาแล้วมาใช้ในการพัฒนาประเทศจึงได้ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่จะสามารถใช้สิทธิในการแปลและการทำซ้ำในระบบออกใบอนุญาต สำหรับประเทศไทยได้เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเบอร์นอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับ Berlin Act, ค.ศ. 1908 ซึ่งสำเร็จโดย Berne Convention Protocol ค.ศ. 1914 โดยได้ทำข้อสงวนขอใช้มาตราของฉบับ Berne Convention ค.ศ. 1886 และ/หรือ Paris Act, ค.ศ. 1896 แทน รวม 6 ข้อ ซึ่งมีสิทธิในการแปลและการทำซ้ำด้วย ในภาคสาระบัญญัติ และฉบับ Paris Act, ค.ศ. 1971 ในภาคบริหาร โดยประเทศไทยได้ตรากฎหมายให้งานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และกฎหมายประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่นๆ แห่งอนุสัญญาดังกล่าว หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ขององค์การระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ให้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขในพระราชกฤษฎีกา แต่เนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ. 2526 ได้ประกาศใช้ภายหลังพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ดังนั้นในช่วงระยะเวลาที่มิได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา จึงต้องนำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาใช้บังคับกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศด้วยเพราะพระราชกฤษฎีกาเป็นเพียงเงื่อนไขในรายละเอียดที่เกี่ยวกับข้อจำกัดหรือข้อยกเว้นการคุ้มครองเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีพระราชกฤษฎีกาก็สามารถนำพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 มาบังคับใช้ได้ และทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายก็ต้องการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ และในทำนองเดียวกันกับงานอันมีลิขสิทธิ์ขององค์การระหว่างประเทศ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 เพราะมิได้บัญญัติเงื่อนไขแห่งการคุ้มครองไว้ในพระราชกฤษฎีกาแต่ประการใด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีพันธกรณีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศอยู่ตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกาเนื่องจากประเทศไทยใช้ทฤษฎีที่ถือว่า สนธิสัญญาจะไม่มีผลบังคับเป็นกฎหมายภายในทันทีจึงไม่อาจนำไปใช้บังคับเช่นกฎหมายภายในได้ ทั้งไม่อาจนำมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 มาบังคับใช้ได้ แต่ในบางกรณีศาลยุติธรรมก็ได้เคยวินิจฉัยตีความสนธิสัญญาไว้โดยตรงเสมือนกฎภายใน แต่ก็ยังไม่สามารถเป็นบรรทัดฐานได้ ซึ่งหากรัฐมีความต้องการให้ความคุ้มครองงานของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ควรแก้ไขมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 โดยให้ครอบคลุมถึงงานดังกล่าวด้วย สิทธิในการแปลซึ่งหนังสือต่างประเทศของไทย ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 5 วรรค 2 ของพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไข เพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ. 2526 โดยใช้ระบบสิบปี ตามข้อสงวนที่ 3 ที่ขอใช้มาตรา 1 วรรค 3 ของ Paris Act, ค.ศ. 1896 และมาตรา 5 วรรค 2,3 และ 4 ของ Berne Convention, ค.ศ. 1886 แทนมาตรา 8 ของ Berlin Act, ค.ศ. 1908 โดยในงานวรรณกรรมหรือนาฏกรรม หากเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทย และโฆษณาคำแปลนั้นภายในราชอาณาจักรภายในสิบปี นับตั้งแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรมหรือนาฏกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ให้ถือว่าสิทธิที่จะห้ามมิให้ทำการซ้ำ ดัดแปลง หรือโฆษณาซึ่งคำแปลภายในราชอาณาจักรเป็นอันสิ้นสุด ซึ่งมิได้บัญญัติถึงการสิ้นสุดลงของสิทธิในการแปลตามพันธกรณีระหว่างประเทศหรือเหมือนกับที่กฎหมายในประเทศอื่นๆ ใช้ นอกจากนั้นมิได้บัญญัติให้การคุ้มครองงานแปลได้รับความคุ้มครองเหมือนงานแรกเริ่มเท่าที่ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม และไม่อาจนำมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 มาบังคับใช้ได้ เพราะการแปลที่มิได้รับการอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ด้วยการอาศัยการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และทฤษฎีพื้นฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์จึงทำให้บทบัญญัติทั้งสองมีความสอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากผลของการตีความในชั้นศาลยุติธรรมเป็นไปในทางตรงข้าม ก็ควรจะมีการแก้ไขกฎหมายเสียใหม่ ส่วนในด้านของสิทธิในการทำซ้ำซึ่งหนังสือต่างประเทศของไทยนี้ ได้ใช้ระบบบทบัญญัติทั่วไป ซึ่งไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งในมาตรา 1 วรรค 4 ของ Paris Act, ค.ศ. 1896 (ข้อสงวนข้อที่ 4) และมาตรา 9 ของ Berlin Act, ค.ศ. 1908 ซึ่งใช้ระบบบทบัญญัติเฉพาะงาน แต่บทบัญญัติของไทยนี้ เป็นการให้ความคุ้มครองมากกว่าความผูกพันตามพันธกรณีดังกล่าว จึงไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับพันธกรณีตามอนุสัญญาเบอร์น หากประเทศไทยต้องการใช้สิทธิในการทำซ้ำในระบบบทบัญญัติเฉพาะงานก็ควรแก้กฎหมายเสียใหม่ ส่วนในด้านของสิทธิในการแปลและการทำซ้ำซึ่งหนังสือต่างประเทศ ในระบบต่างๆ ตามอนุสัญญาเบอร์นนี้ ประเทศไทยน่าจะนำสิทธิในการแปลในระบบสิบปี และสิทธิในการทำซ้ำในระบบออกใบอนุญาตทำซ้ำมาใช้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย สำหรับในด้านอนุสัญญาลิขสิทธิ์สากล ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีสมาชิก หากประเทศไทยมีความต้องการเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาลิขสิทธิ์สากล ก็น่าจะใช้สิทธิในการแปลและการทำซ้ำซึ่งในหนังสือในระบบบัญญัติยกเว้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพันธกรณีหรือผูกพันใหม่จะต้องพิจารณาในด้านอื่นๆ ประกอบด้วยเพราะวิทยานิพนธ์นี้ทำการวิจัยเฉพาะด้านของลิขสิทธิ์ในการแปลและการทำซ้ำซึ่งหนังสือเท่านั้น |
| บรรณานุกรม | : |
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ . (2527). ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการแปล และการทำซ้ำซึ่งหนังสือ.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ . 2527. "ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการแปล และการทำซ้ำซึ่งหนังสือ".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ . "ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการแปล และการทำซ้ำซึ่งหนังสือ."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527. Print. พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ . ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการแปล และการทำซ้ำซึ่งหนังสือ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2527.
|
