ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน
นักวิจัย : ธำรงค์ เมฆโหรา
คำค้น : โคเนื้อ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5520065 , http://research.trf.or.th/node/8593
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และพยากรณ์จำนวนโคเพศเมียของประเทศจากสถิติจำนวนโคเพศเมีย ของกรมปศุสัตว์ เพื่อประมาณความต้องการเสนอซื้อและความต้องการขายโคเนื้อและเนื้อโคของไทย และเพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอทางเลือกของการจัดการอุปทานโคเนื้อ ด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญในสาขาโคเนื้อในแต่ละจังหวัด มาร่วมกันประชุม และสังเคราะห์สถานการณ์โคเนื้อในแต่ละเขตปศุสัตว์ พบจำนวนโคเพศเมียทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2555 โคเพศเมียพื้นเมืองแรกเกิดจนถึงโคสาวในภาพรวมของประเทศ อยู่ระดับ 2,069,848 ตัว และแม่โคปรับอยู่ในระดับทรงตัว จำนวน 1,006,379 ตัว แต่ต่ำกว่าจำนวนแม่โคในปี พ.ศ. 2551 ราว 700,000 ตัว ส่วนโคเพศเมียลูกผสมแรกเกิดจนถึงโคสาวและแม่โคอยู่ในระดับทรงตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 อยู่ในระดับ 769,102 และ 575,389 ตัว ตามลำดับ และต่ำกว่าจำนวนโคในปี พ.ศ. 2551 420,000 ตัว ผลรวมของโคแรกเกิดจนถึงโคสาว และแม่โคในปี พ.ศ. 2555 มีแนวโน้มลดลงเหลือ 2,838,950 และ 1,581,768 ตัว ตามลำดับ กรมปศุสัตว์ได้ประเมินความต้องการโคเนื้อและเนื้อโคเพื่อการบริโภคโดยใช้ฐานข้อมูลแม่โคพื้นฐานในปี พ.ศ. 2554 เพื่อประมาณการความต้องการเนื้อโคในปี พ.ศ. 2555-2556 พบว่า สถานการณ์การขาดแคลนโคเนื้อในประเทศได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เพราะในปี พ.ศ. 2555 ปริมาณแม่โคพื้นฐานได้ลดลงเหลือเพียง 1.581 ล้านตัว และยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มปริมาณแม่โคพื้นฐาน ยกเว้นการขยายฐานแม่โคลูกผสมที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้โคลูกผสมเพิ่มปริมาณขึ้น และแผนงบประมาณของกรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จ ในขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าในปี พ.ศ. 2555 ปริมาณการบริโภคเนื้อโคอยู่ในระดับ 1.254 ล้านตัว หรือ 180.58 พันตัน เป็น เนื้อโคในประเทศ 153.08 พันตัน หรือ 1.063 ล้านตัว การนำเข้า 10.562 พันตัน ความต้องการโคเนื้อส่งออก มีจำนวนกว่าแสนตัวต่อปี ซึ่งตลาดส่งออกโคเนื้อที่สำคัญคือ มาเลเซีย จำนวน 95,289 ตัว ลดลงจากจำนวนที่เคยสูงสุด 130,253 ตัวในปี พ.ศ. 2553 ความต้องการโคเนื้อนำเข้า โคมีชีวิตเพิ่มปริมาณจาก 26,479 ตัว เนื้อโคสดแช่เย็นแช่แข็ง เพิ่มสูงขึ้นจาก 2,951.83 ตัน ในปี พ.ศ. 2553 เป็น 10,561.92 ตัน ในปี พ.ศ. 2555 หรือเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีนี้ ร้อยละ 97.77 ต่อปี แหล่งที่มาของโคเนื้อนำเข้าที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า) ส่วนสินค้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็ง โดยมากนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ราคาโคเนื้อที่เกษตรกรขายได้ในปี พ.ศ. 2555 เท่ากับกิโลกรัมละ 58.00 บาท สำหรับราคาโคเนื้อมีชีวิต ส่งออก ตัวละ 9,523 บาท ราคาส่งออกเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ กิโลกรัมละ 103.42 บาท ราคาโคมีชีวิตนำเข้า มีแนวโน้มตัวละ 4,287.32 บาท สำหรับราคาเนื้อโคสันใน 250 บาท ส่วนผู้นำราคาเนื้อโคขุน กรณีราคาเนื้อโพนยางคำ ในปี พ.ศ. 2556 เนื้อสันใน ราคากิโลกรัมละ 1,120 บาท ปริมาณการบริโภคเนื้อโคของประเทศ ประกอบด้วยเนื้อโคแช่แข็งนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวน 10,562 กิโลกรัม เนื้อโคระดับสูง ได้แก่โคขุนระยะยาว ซึ่งมาจากโคขุนสหกรณ์โพนยางคำ 7,000 ตัวต่อปี โคขุนสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน 2,000 ตัวต่อปี โคขุนสหกรณ์หนองสูง 2,400 ตัว และส่วนอื่น ๆ รวมประมาณ 18,000 ตัว (ผลิตเนื้อแดง 282 กิโลกรัมต่อตัว 47% ของน้ำหนักโคมีชีวิต 600 กิโลกรัม) รวมผลผลิตเนื้อจำนวน 5,076,000 กิโลกรัม เนื้อโคระดับปานกลาง ได้แก่ โคมัน และโคขุนระยะสั้น ส่วนใหญ่เป็นโลลูกผสมบราห์มัน โคนมคัดทิ้ง รวมประมาณ 618,755 ตัว (ผลิตเนื้อแดง 178.60 กิโลกรัมต่อตัว 47% ของน้ำหนักโคมีชีวิต 380 กิโลกรัม) รวมผลผลิตเนื้อจำนวน 110,509,464 กิโลกรัม เนื้อโคระดับล่าง ตลาดระดับล่าง ตลาดสด และโรงงานลูกชิ้น มาจากโคพื้นเมือง 265,180 ล้านตัว (ผลิตเนื้อแดงตัวละ 75.20 กิโลกรัมต่อตัว 47% ของน้ำหนักโคมีชีวิต 160 กิโลกรัม) เท่ากับน้ำหนักเนื้อ 19,941,536 กิโลกรัม ดังนั้น จากปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อโค 180,580,000 กิโลกรัม ประกอบไปด้วยเนื้อโคนำเข้า 10,562 กิโลกรัม เนื้อโคระดับสูง 5,076,000 กิโลกรัม หรือ 18,000 ตัว เนื้อโคระดับปานกลาง 110,509,464 กิโลกรัม หรือ 618,755 ตัว เนื้อโคระดับล่าง 19,941,536 กิโลกรัม หรือ 265,180 ตัว เนื้อกระบือ 34,491,000 กิโลกรัม หรือ 172,455 ตัว 1. ปริมาณโคที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ ต้องชดเชยด้วยเนื้อโค นำเข้าและเนื้อกระบือ ทั้งนี้ เนื้อโคนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และจะเป็นไปตามผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศทั้งสองนี้ ส่วนกระบือมีปริมาณการเลี้ยงลดลงโดยตลอด น่าจะมีปัญหาในอนาคต 2. เนื้อโคระดับสูง ปริมาณที่ผลิตได้ยังขาดแคลนอยู่ถึง 37,454 ตัว อย่างไรก็ตาม ทิศทางการพัฒนาโคใน อนาคตของไทย (กรมปศุสัตว์) ให้การสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ปริมาณโคเนื้อที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดระดับสูงนี้ รวมถึงหน่วยสนับสนุนอื่นที่พยายามนำพันธุ์โคลูกผสมยุโรป และญี่ปุ่นเข้ามาขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จึงคาดการณ์ว่าในอนาคต ความต้องการในส่วนนี้ น่าจะบรรลุเป้าหมาย 3. ความต้องการเนื้อโคในระดับปานกลางน่าจะประสบปัญหาขาดแคลนในอนาคต เพราะโคเนื้อส่วนหนึ่ง ปรับตัวเข้าสู่เนื้อโคระดับสูง และยังต้องแข่งขันกับความต้องการโคจากประเทศเพื่อนบ้าน 4. เนื้อโคระดับล่าง สถานการณ์การเลี้ยงโคฝูงในภาพรวมลดลงอย่างมาก ส่วนที่เหลือพยายามปรับปรุง พันธุ์ให้เข้าสู่เนื้อคุณภาพระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ความนิยมเลี้ยงโคพื้นเมืองยังดำรงอยู่ในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลในเรื่องของการกีฬา ความจำกัดของพื้นที่ (ภูเขา เหนือเขื่อน) ไม่มีแหล่งอาหารในการขุนโค ความชอบเฉพาะบุคคล เนื่องจากเป็นโคที่เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว แข็งแรงทนทานต่อโรคและศัตรู และความต้องการจากมาเลเซียยังมีอย่างต่อเนื่อง ภัยคุกคามสำหรับการเลี้ยงโคในประเทศไทย ประกอบด้วย (1) นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจและการ ประกันราคาสินค้าเกษตรบางชนิด ได้แก่ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ได้รับมาตรการการแทรกแซงราคาโดยรัฐบาลมาโดยตลอด และต้องการใช้พื้นที่ซึ่งเคยใช้เลี้ยงโคด้วยเช่นกัน (2) การขยายตัวของเมือง ที่พักอาศัย และ อุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายเมืองและอุตสาหกรรมเข้าไปในเขตพื้นที่การเกษตร และรุกเข้าไปในพื้นที่แปลงหญ้าที่เคยเป็นแหล่งอาหารของโค (3) การขยายตัวของการศึกษาภาคบังคับ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจในอาชีพเลี้ยงโค แรงงานที่ใช้ในการเลี้ยงโคจึงกลายเป็นคนรุ่นสูงวัย ที่ยังรักอยู่กับสัตว์เลี้ยงประเภทนี้ และนับวันจะจากสังคมไปโดยไร้ผู้สืบทอด (4) ราคาแม่โคสูงมากจนไม่มีเกษตรกรกล้าลงทุน และพื้นที่เลี้ยงโคถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน หรือได้ขายพื้นที่ไปแล้ว ส่วนที่เหลือไม่มั่นใจในราคา เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้เวลา 2-3 ปี (5) ความต้องการโคจากประเทศเพื่อนบ้าน มีโคทุกประเภท มาเลเซียต้องการโคที่ให้สีของเนื้อแดงเข้ม และโคขนาดเล็กและกลางเพื่อใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนเวียดนามและเขมรต้องการโคขุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้โคทุกสายพันธุ์ในประเทศมีราคาเพิ่มขึ้น (6) กลุ่มผู้เลี้ยงต้องการขุนโคระยะสั้นมากกว่าการเลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคที่มีศักยภาพและทุนทรัพย์ดีต้องการเลี้ยงโคขุนในระยะสั้น ๆ มากกว่าการเลี้ยงโคต้นน้ำ เพราะให้ผลตอบแทนที่เร็วกว่า การจัดการที่ง่ายกว่า และเข้าถึงตลาดได้ดีกว่าการเลี้ยงโคต้นน้ำ (7) ทรัพยากรพื้นฐานสำหรับการเลี้ยงแม่โคลดลง ทุ่งหญ้าสาธารณะลดลงและถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น พื้นที่ป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติที่เคยเป็นแหล่งเลี้ยงโคต้นน้ำ ถูกปิด และห้ามไม่ให้นำโคไปเข้าไปเลี้ยง มาตรการและนโยบายการรักษาแม่พันธุ์โค ประกอบด้วย (1) ธนาคารโคกระบือ หลายจังหวัดมีการดำเนิน โครงการร่วมกันระหว่างปศุสัตว์จังหวัดและวัด เพื่อดำเนินโครงการไถ่โคมีชีวิต และนำโคเข้าสู่ธนาคารโคกระบือ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมโครงการรักษาแม่พันธุ์โคไว้ และขยายเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต แต่จำนวนโคที่ดำเนินอยู่ในโครงการมีจำนวนน้อย (2) การรักษาแม่พันธุ์ตามศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์มีการรักษาแม่พันธุ์โคที่สถานีทดลองจำนวนหนึ่ง แต่การตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีจำนวนไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการเลี้ยงโคขุนของกลุ่มกลางน้ำ (3) การผสมเทียม กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการขยายพันธุ์และการเพิ่มปริมาณโคเนื้อที่ตลาดต้องการด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์โคนำน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับแม่พันธุ์พื้นฐาน ซึ่งแต่ละพื้นที่เขตปศุสัตว์มีเป้าหมายแตกต่างกัน เช่น ในพื้นที่ของเขต 6 เน้นโคลูกผสมพันธุ์ตาก (ชาโรเลส์) เป็นต้น นอกจากนี้ มีการคัดเลือกสายพันธุ์เด่น ผสมเทียมกับแม่โคพื้นฐานและพยายามสร้างเอกลักษณ์ให้กับสายพันธุ์ลูกผสมใหม่ เพื่อสร้างมั่นใจให้กับการทำตลาดเนื้อคุณภาพในอนาคต เช่น โคแบล๊คโกสัย โคละโว้ เป็นต้น (4) การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ทิศทางการพัฒนาโคเนื้อที่สำคัญที่กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญคือการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงโคต้นน้ำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้เลี้ยง และการรับนโยบายส่งเสริมของรัฐบาลได้รวดเร็วและถูกต้อง (5) การปรับปรุงระบบการเลี้ยง หญ้าและอาหารสัตว์ การปรับระบบการเลี้ยง ลดจำนวนโคต่อรายให้ลดลง แต่เพิ่มคุณภาพซาก และใช้ประโยชน์ในพื้นที่แคบด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าพันธุ์ปากช่อง 1 และแพงโกล่า เพื่อเลี้ยงโคในพื้นที่จำกัด เนื่องจากเป็นหญ้าที่มีคุณค่าสารอาหารสูง ปลูกและดูแลรักษาง่าย นอกจากนี้ ยังมีการขยายพันธุ์ปลูกในพื้นที่สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ (6) การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน ควรมีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงโคในแต่ละพื้นที่ และแต่ละประเภทของพันธุ์โคที่เลี้ยง ก่อนกำหนดนโยบายส่งเสริม และมาตรการการเลี้ยงโค (7) การสร้างพันธุ์เฉพาะและแบรนด์เพื่อสร้างจุดขายของโคเนื้อให้แก่กลุ่มต่าง ๆ และพื้นที่เฉพาะ ทิศทางการพัฒนาโคเนื้ออีกรูปแบบหนึ่งคือการพัฒนาสร้างพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ (พันธุ์โคและพื้นที่เลี้ยง) ระบบการเลี้ยง มาตรฐานโค เช่น โคอินทรีย์ โคธรรมชาติ เป็นต้น เน้นการเลี้ยงที่ผสมผสานระหว่างโคกับพืชเศรษฐกิจอื่น และต้องมีตลาดเนื้อสัตว์เหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม การพัฒนาสินค้าเฉพาะเพื่อสร้างจุดขายโคเนื้อจะต้องศึกษาต้นทุนการผลิต มูลค่าเพิ่ม และสายโซ่คุณค่าของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ -การส่งเสริมการผลิตเนื้อโคนมเพศผู้และแม่โคนมคัดทิ้งเพื่อการบริโภคเนื้อ วางระบบจัดการโซ่อุปทาน ให้อยู่ในสายโซ่เดียวกัน ตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตต้นน้ำ กลุ่มผู้ขุนโค ผู้แปรสภาพจากโคมีชีวิตเป็นเนื้อโค ตัดแต่ง และจำหน่าย -ทุกจังหวัด ด้วยร่วมมือระหว่างรัฐ (กรมปศุสัตว์) เกษตรกร (ในรูปของกลุ่ม) ธุรกิจโรงฆ่าสัตว์ ตลาดเนื้อ โค จะต้องแนวทางการพัฒนาโคเนื้อและเนื้อโคในอนาคตให้อยู่ภายใต้โซ่อุปทานเดียวกัน กำหนดเป้าหมายการผลิตเพื่อการบริโภคภายในจังหวัด และส่งออก ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจในจังหวัดอื่น ด้วยการจัดระเบียบพื้นที่การเลี้ยงและฟาร์มผลิตลูกโคและโคขุนให้ชัดเจนตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมสร้างระบบการผสมพันธุ์ให้ชัดเจน กำหนดมาตรฐานสินค้าเนื้อโคอย่างมีระบบ เช่น เนื้อโคไทย เนื้อโคบราห์มัน เนื้อโคขุนสายเลือดยุโรป เป็นต้น ขยายร้านจำหน่ายเนื้อที่ผ่านระบบการเลี้ยงการแปรรูปที่โรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน โรงตัดแต่งและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐาน พร้อมสร้างระบบการสืบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เพิ่มขึ้น ควบคุมร้านจำหน่ายเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานความสะอาด ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ประชาสัมพันธ์ร้านจำหน่ายเนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค ให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อเนื้อตามวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ คุณภาพของเนื้อแต่ละสายพันธุ์และระบบการเลี้ยง

บรรณานุกรม :
ธำรงค์ เมฆโหรา . (2557). การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธำรงค์ เมฆโหรา . 2557. "การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธำรงค์ เมฆโหรา . "การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
ธำรงค์ เมฆโหรา . การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโคเนื้อขาดแคลน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.