| ชื่อเรื่อง | : | ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน: จังหวัดสุราษฎร์ธานี |
| นักวิจัย | : | นันทวรรณ ช่างคิด |
| คำค้น | : | Component , southern Thailand , The Factors Production Use Efficiency , The Integrated Farming |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5420076 , http://research.trf.or.th/node/8424 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรระบบผสมผสาน วัดประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตตามความคิดเห็นของเกษตรกรระบบเกษตรผสมผสาน วัดอิทธิพลของ ระดับการสนับสนุนระบบเกษตรผสมผสานจากหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อเกษตรกรต่อประสิทธิภาพการใช้ ปัจจัยการผลิตตามความคิดเห็นของเกษตรกรในระบบเกษตรผสมผสาน และเพื่อสร้างยุทธวิธีจูงใจให้ เกษตรกรทำการเกษตรผสมผสานเพิ่มและประเมินผลการดำเนินงานของเกษตรกรระบบเกษตรผสมผสานใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรที่ทำการเกษตรในระบบเกษตรผสมผสาน จำนวน 408 คน จากพื้นที่ 19 อำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยวิธีแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้เทคนิคถดถอย Binary Regression ทดสอบสมมติฐาน ด้วยสถิติ t – test, F – test และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรระบบผสมผสาน พบว่าเกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นชาย อายุมากกว่า 36 ปี สมรสแล้ว จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3 – 4 คน การศึกษาอยู่ในระดับประถม และมัธยมศึกษา อาชีพเดิมทำการเกษตร ปัจจุบันทำการเกษตรระบบผสมผสาน ในรูปแบบ พืชกับพืช และพืชกับสัตว์ โดยมีรายได้ต่อปีมากกว่า 50,000 บาท พื้นที่เกษตรมากกว่า 10 ไร่และเป็นที่ดินของ ตนเอง ประสบการณ์ในการเกษตรผสมผสาน 5 – 10 ปี เกษตรกรจะนำผลผลิตไป รู้จักระบบเกษตร ผสมผสานด้วยตนเอง ร้อยละ 59.80 ได้รับการอบรมอาชีพทางการเกษตรปีละครั้ง ร้อยละ 73.50 เห็นว่า รายได้ / คุณภาพชีวิตและพึ่งพาตนเองได้ เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนทำการเกษตรระบบผสมผสาน ความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ ลำดับต้น ๆ ได้แก่ ด้านราคาผลผลิต ด้านแหล่งเงินทุน และด้าน การจัดช่องทางการจำหน่ายผลผลิต 2. ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตตามความคิดเห็นของระบบเกษตรผสมผสานในจังหวัด สุราษฎร์ธานี โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง 3. อิทธิพลของระดับการสนับสนุนระบบเกษตรผสมผสานจากหน่วยงานภาครัฐต่อ ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินตามความคิดเห็นของเกษตรกร ได้แก่ ด้านการบันทึกบัญชีไร่นา ด้านการจัดหา แหล่งน้ำและด้านแหล่งเงินทุน ประสิทธิภาพการใช้แรงงานตามความคิดเห็นของเกษตรกร ได้แก่ ด้าน การบันทึกบัญชีไร่นา และด้านการจัดหาแหล่งน้ำ ประสิทธิภาพการใช้ทุนตามความคิดเห็นของเกษตร ได้แก่ ด้านการจัดหาแหล่งน้ำและประสิทธิภาพการเป็นผู้ประกอบการตามความคิดเห็นของเกษตรกร ได้แก่ ด้านคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่การเกษตร และด้านการจัดช่องทางการจำหน่ายผลผลิต ซ ผลการวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในระบบเกษตรผสมผสานเกี่ยวกับการใช้ ปัจจัยการผลิต ด้านที่ดิน ได้แก่ ดินขาดความสมบูรณ์ และการตรวจสภาพดินมีน้อย ซึ่งได้เสนอแนะให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐแก้ไข โดยให้ความรู้และแนะนำการตรวจสภาพดิน การปรับปรุงหน้าดิน แนะนำก่อน ปลูกพืชทุกชนิดและด้านแหล่งน้ำ ควรสร้างแหล่งน้ำดิบ ฝายน้ำล้น และขุดคูคลองระบายน้ำในชุมชน ด้านแรงงาน ได้แก่ ขาดแคลนแรงงานด้านการเกษตรและค่าจ้างแรงงานสูง ซึ่งได้เสนอแนะให้ภาครัฐ สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องใช้ในการทุ่นแรง โดยจัดให้มีคลังวัสดุ อุปกรณ์ระดับพื้นที่ ด้านทุน ได้แก่ ขาด แคลนเงินทุนและทุนหมุนเวียนหายาก ซึ่งได้เสนอแนะ ให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่เกษตร เช่น ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รับผิดชอบดูแลอย่างทั่วถึง และด้านการ ประกอบการ ได้แก่ การดำเนินกิจกรรมเกษตรไม่ครบวงจร และขาดความร่วมมือกันในกลุ่มสมาชิก ซึ่ง ได้เสนอแนะภาครัฐกำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการความรู้แก่เกษตรกรและจัดตั้ง/ส่งเสริมการ รวมกลุ่มของเกษตรกร ผลจากการประชุมระดมสมองกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปแนวทางการสร้างยุทธวิธี จูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรผสมผสานเพิ่ม พบว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ควรเผยแพร่ข้อมูลของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ในการทำเกษตรระบบผสมผสานเป็นตัวอย่าง ให้เกษตรกรทราบ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทำการเกษตรผสมผสานเพิ่ม ควรสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ด้านความรู้ ความเข้าใจในการทำระบบเกษตรกรผสมผสาน เนื่องจากความหลากหลายของพืชและ กิจกรรมในการเกษตรระบบผสมผสานนั้นอาจทำให้เกษตรกรเกิดความสับสนในระยะเริ่มแรก จึง จำเป็นต้องเรียนรู้กิจกรรม ใหม่ ๆ เพิ่มเติม และควรให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และนำเกษตรกร มาเยี่ยมชม ศึกษาดูงานของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ผลการประเมินผลการดำเนินงานของเกษตรกรระบบเกษตรผสมผสานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการประชุมกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าเกษตรกรในทุกอำเภอ เข้าร่วมโครงการเกษตร ระบบผสมผสาน แต่คิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรทั้งรายวัน ราย สัปดาห์ รายได้รายเดือนหรือตามฤดูกาลผลิต และรายปี ขณะที่รายจ่ายของเกษตรกรลดลงเพราะ สามารถบริโภคผลผลิตที่ครัวเรือนของตนผลิตได้ มีการนำวัสดุเหลือใช้มาดัดแปลงใช้งาน หรือการนำมูล สัตว์มาทำเป็นแก๊สหุงต้ม เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพืชกับพืช และปลูกพืชกับเลี้ยงสัตว์ โดยพืชหลัก คือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ส่วนพืชเสริม ได้แก่ ต้นจำปาทอง ตะเคียน ยางนา สะเดา มังคุด ลองกอง ส้มแขก ข้าวโพด มะเขือยาว ผักเหรียง ผักแว่น ไผ่ตง เห็ดฟาง เป็นต้น ซึ่งผลผลิตที่ก่อให้เกิดรายได้ รายวัน คือ ไผ่ตง เห็ดฟางและพืชผักสวนครัว รายได้รายสัปดาห์ คือ ข้าวโพด มะเขือยาว รายได้ ฌ รายเดือนหรือตามฤดูกาลผลิต จากพืชผักสวนครัว และรายได้รายปีจากพืชหลักจากยางพารา และ รายได้ตามฤดูกาลผลิตจากปาล์มน้ำมัน ผลการดำเนินงานเกษตรระบบผสมผสานที่ให้ผลดี คือ การปลูก ยางพารากับผักเหรียง ไผ่ตง และการเลี้ยงสัตว์กับเลี้ยงสัตว์ คือ เลี้ยงสุกรกับปลาดุก แต่เกษตรกรส่วน ใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นิยมปลูกพืชกับพืช และปลูกพืชกับเลี้ยงสัตว์มากกว่าที่จะเลือกรูปแบบเลี้ยง สัตว์กับเลี้ยงสัตว์ ผลการสัมภาษณ์เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรระบบผสมผสานในจังหวัด สุราษฎร์ธานี พบว่า ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการทำเกษตร ระบบผสมผสานมากกว่า 10 ปี โดยได้นำ ทฤษฎีการทำเกษตรแนวใหม่มาปฏิบัติโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับความรู้การสนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ส่งเสริมการเกษตรระบบผสมผสานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี พ.ศ. 2539 รูปแบบคือ ปลูกพืชกับพืช และปลูกพืชกับสัตว์เลี้ยง สัตว์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ โค สุกร ซึ่ง มักเลี้ยงในสวนปาล์มน้ำมัน ปลาธรรมชาติมักเลี้ยงในสวนมะพร้าว กบและปลาดุกตลอดจนเป็ดไก่ มัก เลี้ยงอยู่รอบบริเวณบ้านหรือในแปลงพืชผักสวนครัว รายได้เพิ่มจากการทำเกษตรระบบผสมผสานโดย เฉลี่ยประมาณ 9,000-14,000 บาทต่อเดือน ความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล คือ ด้านความรู้ ความเข้าใจ ในการทำเกษตรระบบผสมผสาน การเผยแพร่ข้อมูลการทำการเกษตรระบบผสมผสานของ ตนที่ประสบความสำเร็จให้สังคมทั่วไปทราบ หรือการนำนักเรียน นักศึกษา มาเยี่ยม ดูงาน เสนอแนะ ให้เกษตรกรที่ทำการเกษตรระบบผสมผสาน จัดทำบัญชีครัวเรือน และมีการรวมกลุ่มกัน สรุปผลจากการจัดประชุมกลุ่มเกษตรกร พบว่า เกษตรกรเลือกรูปแบบปลูกพืชกับพืช พืชหลัก ได้แก่ ยางพารา และปลูกพืชเสริม ได้แก่ พืชผัก และไม้ผล มีรายได้เพิ่มจากการทำเกษตรระบบ ผสมผสานประมาณ 1,000 – 2,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการทำเกษตรระบบผสมผสาน คือดินขาด ความอุดมสมบูรณ์ จึงเสนอแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนะนำให้ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพ ดิน และให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่จะนำไปใช้ในด้านการเกษตร ผลการจัดประชุมเพื่อนำเสนอผลการวิจัยต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าแนวทางการจูงใจเกษตรกรให้ทำการเกษตร ระบบผสมผสาน สอดคล้องกับแนวทางการทำงานเพื่อการส่งเสริมการทำเกษตรระบบผสมผสานของทั้ง สองหน่วยงาน และหน่วยงานราชการอื่นๆ ในจังหวัด The objectives of the research attempted to measure the factors of productions use efficiency in the integrated farming. To study the eco-society background of the farmers in the integrated farming. To examine the impact of the government policy towards to the farmers in the integrated farming. To create the way to enhance the farmers to do farm in the form of integrated system and to evaluate their performance in the integrated framing in Suratthani province: Southern Thailand. The primary data are collected through the method of stratified sampling from the samples farms for crop year 2010/2011. The sample comprised 408 farmers from 19 districts of Suratthani province. The statistical analyses were frequency, percentage, mean and standard deviation. The binary logistic regression method is used for analyzing the impact of the government policy to the factors use efficiency. The statistic summaries represented that the majority of the respondents were male, with over 36 years old. They were married and accounted for 3-4 persons in their households. Their qualifications were only primary or secondary school. They were farmer in former time and at the moment they do their farms in the form of integrated farming. Most of them integrated plants and plantation. The major agricultures were natural rubber, palm oil, coconut, and durian and backyard garden. The minor plantations were banana, mango teen, rambutan, wollongong, corn, marg, sator, jack-fruit, pomelo and chili. Furthermore, they do their homegrown vegetable such as short cycled plant because of daily sell. For example, pak-hrang, pak wan kaffir lime leaves and eggplants. In the other form of the integrated farming are plants and livestock, which were cow, hen, fishes and pigs in nature rubber culture. They also supply flogs and walking catfishs. The respondents earned annually around 50,000 Baht. They own land accounted for 10 rais planted areas. Their experienced in integrated farming were 5-10 years. Fifty percent of the farmers trade their product by themselves. However, some farms sell their product at the farm gate. Most of the farmers made their own decisions to do in the integrated system. However, the neighbor and relatives including the government officers played an important role to enhance the integrated farming. Although only sixty percent of the respondents used to take an agriculture improvement course once a year, their income and level of living were better than formerly. The results of the study base on the primary data showed that the factors of production use efficiency for the whole and each item are at the medium Level. It can be rank as follows : the entrepreneur use, capital use land use and labour use, respectively. ฎ The benefit of the integrated farming which opined by the farmers were that land reformed was conform to the integrated farming system and they could use more benefit from land in the farming system. For labour use efficiency, the farmers employ more competency of their own labour in their families. Capital use efficiency was agreed that they earn high income before the harvesting of major crops. Furthermore, the integrated farming could initiate the entrepreneur skill of the farmers for the attractive, pay more attention to fulfill their responds and ethics and enhance their performances in the integrated farming system. The government policies directly affected the farmers in the integrated farming were at the low level. The binary logistic regression showed that some measurements have more impact to the factors use efficiency in the integrated farming. The results were as follows: To record the farming account has an impact to land use and labour use efficiency at 39 percent and 42 percent, respectively. The officer’s consultant made more improvement to labour use and entrepreneur use efficiency at 73 percent and 51 percent, respectively. Water supply management rise the efficient of land, labour and capital at 61 percent, 42 percent and 41 percent, in that order. Finally, place encouragement also made more efficient of land use and entrepreneurial at 20 and 62 percent, correspondingly. The way to enhance the farmers to do their farms in the form of integrated system are (i) Office of local government which concern the agriculture sector should publish the useful information of the farmers who success in integrated system in order to incentive the farmers to do their farms in integrated system. (ii) to provide knowledge and better understanding in integrated system and (iii) to promote the self-sufficient concept and held the visit study in selfsufficient learning center The evaluate performances of farmers can be concluded that the farmers in suratthani province join the integrated farming around 50 percent of all farmers. Their income and level of living were better than formerly. It is because they can daily sell, weekly sell monthly sell and yearly sell their products. In the same time, they can reduce their expense since they consume their own products. Further, they can reuse their byproducts. The data interviewed from the 13 best practice farmers showed that, they initiated their farm in form of the integrated farming since 1997. The challenge of moving to the integrated farming is involved the government policy. The form of farms was plant-plant and plantlivestock. They earn around 9,000-14,000 baht per month. The request from the government office was knowledge providing. In other hand they would like the government office to promote their success in order to make more incentive for farm integration. ฏ The finding from the focus group meeting, which hold in Kirirat district show that the agricultures do their farm in form of plant-livestock. They earn their income accounted for 1,000-2,000 per month. The obstacle in doing the integrated farming concerns unfertile land and need for improvement. Concept of self-sufficient is also should be provided to the agricultures. The results of this study were beneficial to government implementation. These suggest to the local government office in Suratthani planning to enhance their roles for more efficient using. The first task should be provided to the farmers is farm accountant. The second, the officers have to guide and endow with knowledge to farmers. The third, sources of water are the one important factor, which should be granted by the local government official. Finally, the channel for product sale ought to support to the farmers in the integrated farming. |
| บรรณานุกรม | : |
นันทวรรณ ช่างคิด . (2557). ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน: จังหวัดสุราษฎร์ธานี.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. นันทวรรณ ช่างคิด . 2557. "ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน: จังหวัดสุราษฎร์ธานี".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. นันทวรรณ ช่างคิด . "ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน: จังหวัดสุราษฎร์ธานี."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print. นันทวรรณ ช่างคิด . ประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน: จังหวัดสุราษฎร์ธานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.
|
