ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ
นักวิจัย : ฐิติกานต์ กาลเทศ
คำค้น : ลิ้นหัวใจ -- ศัลยกรรม , เลือด -- การแข็งตัว , สารกันเลือดเป็นลิ่ม
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : นรลักขณ์ เอื้อกิจ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะพยาบาลศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18727
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (พย.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร คือ เพศ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และการสนับสนุนทางสังคมกับความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด จำนวน 121 ราย เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมหัวใจ สถาบันโรคทรวงอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลตำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การสนับสนุนทางสังคม และความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน หาค่าความเที่ยงได้เท่ากับ .76, .76, .79, .80, .79, และ .76 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเปลี่ยนลิ้นหัวใจส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 49-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 55.4 (X̅ = 48.21, SD = 8.30) มีคะแนนการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้อุปสรรค โดยเฉลี่ยเท่ากับ 2.66 (SD = 0.25), 2.68 (SD = 0.38), 2.85 (SD = 0.30), 3.09 (SD = 0.54), และ 1.60 (SD = 0.56) ตามลำดับ 2. ความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (X̅ = 3.64, SD = 0.21) 3. เพศไม่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (r[subscript bis] = -.050 , p < .585) โดยที่เพศชายและเพศหญิงมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -.547, p >.05) 4. การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .220, .207, .195, และ .368 ตามลำดับ) 5. การรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.238)

บรรณานุกรม :
ฐิติกานต์ กาลเทศ . (2553). ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ฐิติกานต์ กาลเทศ . 2553. "ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ฐิติกานต์ กาลเทศ . "ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print.
ฐิติกานต์ กาลเทศ . ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยผ่าตัดเปลื่ยนลิ้นหัวใจ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.