ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน
นักวิจัย : เฉลิม นพเก้า
คำค้น : ไทย -- การเมืองและการปกครอง -- กรุงรัตนโกสินทร์, 2500 , ส่งผู้ร้ายข้ามแดน , ผู้ร้ายข้ามแดน , ความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน , เขตอำนาจศาล (กฎหมายระหว่างประเทศ) , จี้เครื่องบิน
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : สุผานิต มั่นศุข , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2529
อ้างอิง : 9745666173 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18246
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529

การกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานและชีวิตของเจ้าหน้าที่ในอากาศยานตลอดจนผู้โดยสารเท่านั้น แต่เป็นภยันตรายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือนทั่วๆ ไปด้วยโดยเฉพาะความผิดฐานจี้อากาศยานนั้น เป็นความผิดต่อมหาชนทั่วไป ผู้กระทำความผิดถือเป็นศัตรูต่อมนุษยชาติ ลักษณะของการกระทำความผิดนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายนานาชาติ ซึ่งโดยหลักมูลฐานของความผิดประเภทนี้ ทำให้รัฐบาลทุกรัฐมีข้อผูกมัดที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดได้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานในปัจจุบันนี้ปรากฏในอนุสัญญาในความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน 3 ฉบับได้แก่ 1. อนุสัญญาว่าด้วยความผิดและกระทำอื่นๆ บางประการที่กระทำบนอากาศยาน ค.ศ. 1963 2. อนุสัญญา เพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ค.ศ. 1970 3. อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ. 1971ในอนุสัญญาแหล่านี้ได้กำหนดลักษณะความผิดเกี่ยวกับอากาศยานไว้ ซึ่งมีหลายประเกท เช่น การจี้อากาศยาน การยึดครองอากาศยาน การก่อวินาศกรรม และการโจมตีทางภาคพื้นดิน การกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานนั้น สามารถกระทำได้ทั้งในขณะที่อากาศยานจอดอยู่ที่พื้นดิน และขณะที่อากาศยานกำลังทำการบินอยู่ มูลเหตุจูงใจของผู้กระทำความผิดมีทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในทางส่วนตัว และวัตถุประสงค์ในทางการเมืองแอบแฝงอยู่ จึงเป็นการยากที่จะจำแนกว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานเป็นความผิดในทางการเมืองหรือไม่ แต่เนื่องด้วยลักษณะของความผิดประเภทนี้ผู้กระทำความผิดสามารถหลบหนีจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้โดยง่าย จึงเกิดปัญหาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของการกระทำความผิดนี้ฐานนี้ ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วจะไม่ทำการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันในความผิดทางการเมือง และความผิดในทางการเมืองนั้นหลายประเทศยึดถือหลักเกณฑ์แตกต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานอ้างว่าได้กระทำความผิดในทางการเมือง เพื่อได้รับการคุ้มครองในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในการกระทำความผิดฐานนี้ ลักษณะของความผิดเกิดขึ้นและเกี่ยวเนื่องกันหลายรัฐตั้งแต่เกิดการกระทำความผิดจนสิ้นสุดการกระทำความผิด รัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงอ้างเขตอำนาจศาลเหนือการกระทำความผิดนั้น โดยอ้างถึงเขตอำนาจศาลเหนืออาณาเขตเขตอำนาจศาลเหนือบุคคล และเขตอำนาจศาลสากล เป็นเหตุให้รัฐมากกว่าหนึ่งรัฐมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในความผิดฐานนี้ ก่อให้เกิดปัญหาว่ารัฐใดควรจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีก่อน ดังนี้ในการพิจารณาจึงต้องพิจารณาถึงรัฐใดที่เสียหายและเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใกล้ชิดที่สุดความผิดที่กระทำกับอากาศยานถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันลงโทษผู้กระทำความผิดโดยอาศัยหลักการลงโทษสากล เช่นเดียวกับ ความผิดฐานโจรสลัด ถ้าผู้กระทำความผิดหลบหนีไปยังรัฐใดๆ ก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องพิจารณาพิพากษาลงโทษได้ แต่ถ้ารัฐใดที่มีความเสียหายประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดและร้องขอให้รัฐที่ผู้กระทำความผิดปรากฏตัวอยู่ส่งผู้ร้ายแดนไปให้ก็มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันได้ แต่ในการส่งคนร้ายข้ามแดนให้แก่กันนั้นโดยหลักทั่วไปแล้วจะพิจารณาถึงสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน ความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันนั้นจะปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในกรณีที่เกิดความผิดในทางอาญาประเภทใหม่ๆ เกิดขึ้น เพราะไม่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันได้ เช่น ความผิดฐานจี้อากาศยานเป็นต้น การกำหนดเงื่อนไขในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ควรจะกำหนดอัตราโทษแทนที่จะกำหนดลักษณะความผิด จึงจะเป็นการเหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ในปัจจุบัน อนุสัญญาการกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานทั้ง 3 ฉบับ มีเจตนารมณ์ที่จะให้มีการาส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันในความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน โดยเฉพาะในอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญากรุงม่อนทรีล ค.ศ. 1971 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้ง ดังนั้นประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว ต้องบัญญัติกฎหมายภายในรองรับเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเหล่านั้น ในส่วนของประเทศไทยได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 แต่ไม่ได้บัญญัติกฎหมายไว้แจ้งชัดว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ในการพิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในประเทศไทยนั้น เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ได้ทำไว้กับประเทศต่างๆ ถ้าไม่มีสนธิสัญญาต่อกันก็พิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 การกระทำความผิดเกี่ยวกับอากาศยานนั้นไม่มี อนุสัญญาฉบับใดที่ประเทศไทยทำกับต่างประเทศ ว่าให้เป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ คงมีแต่ความผิดฐานยึดอากาศยานที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่ประเทศไทยทำกับประเทศฟิลิปปินส์ ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการแก้ไขอนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศอังกฤษ อเมริกา เบลเยี่ยม และอินโดนีเซียโดยบัญญัติอัตราโทษไว้เป็นเงื่อนไขของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีเช่นนี้สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับประเทศต่างๆ ได้ เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับอากาศยานได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วนความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 แล้ว และความผิดทุกประเภทในพระราชบัญญัติก็ได้กำหนดอัตราโทษไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี

บรรณานุกรม :
เฉลิม นพเก้า . (2529). การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เฉลิม นพเก้า . 2529. "การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เฉลิม นพเก้า . "การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529. Print.
เฉลิม นพเก้า . การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากาศยาน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2529.