ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
นักวิจัย : นิตยา อังกาบูรณะ
คำค้น : กล้ามเนื้อหัวใจ , ผู้ป่วย -- จิตวิทยา
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : จินตนา ยูนิพันธุ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2527
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18808
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527

การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 แห่ง กลุ่มตัวอย่างประชากรเป็นผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มารับการตรวจตามนัดที่คลีนิคหัวใจ จำนวน 150 คน การคัดเลือกตัวอย่างประชากรโดยวิธีแบ่งเป็นพวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อด้านสุขภาพ และส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ได้นำไปหาความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ท่าน และหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถามแต่ละส่วนเมื่อใช้กับตัวอย่างประชากรจริง โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง 0.79 และ 0.81 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย คะแนนความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างคู่ หลักการทดสอบความแปรปรวนโดยวิธีของตูกี และหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยมีข้อค้นพบดังต่อไปนี้ 1.คะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพทั้ง 4 ด้าน และโดยส่วนรวมของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย อยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงยอมรับสมมุติฐานที่ว่าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายมีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับสูง 2.ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพศชายและหญิงมีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพรายด้านและโดยส่วนรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติดังนั้นจึงปฏิเสธสมมุติฐานที่ว่า ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเพศหญิงมีคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่าเพศชาย 3.ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีอายุแตกต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพรายด้านและโดยส่วนรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมุติฐานที่ว่า ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีอายุระหว่าง 41-60 ปี และ 61 ปีขึ้นไปมีคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่าผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี 4.ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพรายด้านโดยส่วนรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 และ .05 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างคู่ พบว่า กลุ่มที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษากับประถมศึกษา และอุดมศึกษากับประถมศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนกลุ่มที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษากับอุดมศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพโดยส่วนรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงยอมรับสมมุติฐานที่ว่า ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีระดับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษามีคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่าผู้ป่วยที่มีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา 5.คะแนนความเชื่อด้านสุขภาพรายด้านและโดยส่วนรวมกับคะแนนการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีความสัมพันธ์กันในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ .05 ตามลำดับ ดังนั้นจึงยอมรับสมมุติฐานที่ว่า ความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีความสัมพันธ์กันในทางบวก

บรรณานุกรม :
นิตยา อังกาบูรณะ . (2527). ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิตยา อังกาบูรณะ . 2527. "ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิตยา อังกาบูรณะ . "ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527. Print.
นิตยา อังกาบูรณะ . ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2527.