| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาการอบยางแท่งด้วยเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการ |
| นักวิจัย | : | คำนึง วาทโยธา |
| คำค้น | : | การอบยางแท่ง , ห้องปฏิบัติการ , เตาไมโครเวฟ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5150063 , http://research.trf.or.th/node/8063 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการที่มีระดับกำลังสูง สำหรับใช้ศึกษาการอบแห้งยางแท่งด้วยไมโครเวฟร่วมกับลมธรรมดาและร่วมกับลมร้อน ซึ่งมีปัจจัยการศึกษา คือ ความสูงชั้นยาง 10 15 และ 20 เซนติเมตร อุณหภูมิลมร้อน 100 และ 110 องศาเซลเซียส และเวลาการให้ ไมโครเวฟ 1 และ 2 นาที ผลิตภัณฑ์สุดท้ายถูกนำไปทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานยางแท่ง STR 20 ซึ่งมีผล การศึกษาดังนี้ เตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการที่สร้างขึ้น มีความจุ 76ลิตร ใช้แม็กนีตรอนที่มีความถี่ 2.45 จิกะ เฮิรตซ์ ขนาดกำลังสูงสุด 1,700 วัตต์ การศึกษาการอบแห้งยางแท่งด้วยไมโครเวฟร่วมกับลมธรรมดา พบว่า การ เปิด-ปิดให้กำลังไมโครเวฟสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในยางทุกความสูงชั้นยางมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ความสูง ชั้นยางที่เพิ่มขึ้นทำให้ความชื้นและค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะในการอบแห้งลดลง ในขณะที่เวลาที่ใช้ใน การอบแห้งเพิ่มขึ้น ส่วนการศึกษาการอบแห้งยางแท่งด้วยไมโครเวฟร่วมกับลมร้อน พบว่า ความสูงชั้นยางที่ เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการเพิ่มอุณหภูมิภายในยางมีค่าลดลง เวลาการอบแห้งเพิ่มขึ้น ในขณะที่การเพิ่มอุณหภูมิลม ร้อนและการเพิ่มเวลาให้ไมโครเวฟ ทำให้อัตราการเพิ่มอุณหภูมิภายในยางสูงขึ้น ส่งผลให้ความชื้นลดลงได้เร็ว ใช้เวลาการอบแห้งลดลง ทำให้ค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะในการอบแห้งลดลงอีกด้วย และยางที่ผ่านการ อบแห้งแล้วทุกการทดลองถูกนำไปทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานยางแท่ง STR 20 พบว่า คุณสมบัติสำคัญมี คุณภาพผ่านเกณฑ์ เงื่อนไขที่เหมาะสมโดยสรุปของการอบแห้งยางแท่งด้วยไมโครเวฟคือการใช้ร่วมกับลมร้อน ที่ความสูง ชั้นยาง 10 เซนติเมตร อุณหภูมิลมร้อน 100 องศาเซลเซียส และเวลาการให้ไมโครเวฟ 1 นาที ซึ่งให้ค่าความ สิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะคือ 10.30 เมกะจูลต่อกิโลกรัมน้ำระเหย The purpose of this study was to design and construct a high power laboratory-scale microwave oven for drying rubber blocks using ordinary air and hot air. The parameters studied were bed height: 10, 15 and 20 cm, hot air temperature: 100 and 110°C and heating time: 1 and 2 minutes. The final products were tested according to the standard for STR 20 rubber block, with the following results: The constructed microwave oven had a capacity of 76 liters, equipped with a 2.45 GHz magnetron tube giving a maximum power of 1,700 W. The test results for microwave drying of rubber blocks with ordinary air indicated that the temperature within each block could be controlled uniformly for varied bed heights, but the moisture content and specific energy consumption decreased while heating time increased with increasing bed height. With hot air, it was found that increasing the bed height resulted in a decrease in the temperature gradient and an increase in the heating time, whereas increasing both the hot air temperature and heating time resulted in an increase in the temperature gradient, which caused the moisture content, heating time and specific energy consumption to decrease. The dried rubber blocks were tested for their quality according to the standard for STR 20 rubber block and passed the major criteria. In conclusion, the optimum condition for drying rubber blocks with microwave was to use with hot air for a bed height of 10 cm, temperature of 100°C and heating time of 1 minute, resulting in a specific energy consumption of 10.30 MJ per kilogram of evaporated water. |
| บรรณานุกรม | : |
คำนึง วาทโยธา . (2556). การศึกษาการอบยางแท่งด้วยเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. คำนึง วาทโยธา . 2556. "การศึกษาการอบยางแท่งด้วยเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. คำนึง วาทโยธา . "การศึกษาการอบยางแท่งด้วยเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2556. Print. คำนึง วาทโยธา . การศึกษาการอบยางแท่งด้วยเตาไมโครเวฟระดับห้องปฏิบัติการ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2556.
|
