| ชื่อเรื่อง | : | โครงการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของสังคมไทย |
| นักวิจัย | : | ศรีเวียง ไพโรจน์กุล |
| คำค้น | : | Abuse , child , Definition , Neglect , Thai Context |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4840032 , http://research.trf.or.th/node/7967 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การกำหนดคำจำกัดความให้ตรงกันในระหว่างนักวิชาชีพ และนักวิจัยเป็นส่วนที่มีความสำคัญใน การศึกษาทางระบาดวิทยา อย่างไรก็ตามยังมีความยากลำบากในการกำหนดคำจำกัดความให้มีความเป็นเอกภาพ และมีความเข้าใจตรงกัน ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาด้านวัฒนธรรม ความเชื่อของทั้งนักวิชาชีพและประชาชนทั่วไป รวมถึงแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันในแต่ละวิชาชีพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดคำจำกัดความในบริบทของสังคมไทยที่นักวิชาชีพที่ทำงาน คุ้มครองเด็กและนักวิชาการสามารถเข้าใจได้ตรงกันเพื่อประโยชน์ในการเก็บข้อมูลทางระบาดวิทยา รวมถึง การศึกษาการรับรู้ของนักวิชาชีพและประชาชนทั่วไปต่อสถานการณ์การทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก การศึกษาทำโดยการสัมภาษณ์กลุ่มนักวิชาชีพที่ทำงานด้านคุ้มครองเด็กและกลุ่มประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความ เข้าใจความหมายของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาช่วยใน การทำแบบสอบถามกรณีศึกษาการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กชนิดต่างๆจำนวน 32 กรณี ส่งแบบสอบถามให้ นักวิชาชีพและประชาชนทั่วไปตอบแบบสอบถาม แล้วนำมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อดูความสอดคล้องหรือความ แตกต่างในการวินิจฉัยภาวะการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก จากนั้นนำผลที่ได้ทั้งหมดมาสร้างคำจำกัดความ ในบริบทของสังคมไทยและให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็กสาขาต่างให้ความเห็น แล้วจึงนำมาสรุปเป็นคำจำกัด ความที่ใช้ร่วมกัน การศึกษาคำจำกัดความในบริบทของสังคมไทยในครั้งนี้พบว่า นักวิชาชีพที่ทำงานด้านคุ้มครองเด็ก ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการอบรมสั่งสอนโดยการตีก้นเด็กด้วยมือ การตำหนิดุด่าเด็กยังไม่ถือเป็น การทารุณกรรมเด็ก การทำโทษที่มีใช้อุปกรณ์เช่นไม้เรียว แล้วทำให้เกิดบาดแผล หรือการทำโทษโดยการตบ หน้า หยิก ใช้บุหรี่จี้ วิชาชีพมีความเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการกระทำทารุณ อย่างไรก็ตามกรณีที่มีความคาบ เกี่ยว เช่นการตีด้วยไม้และมีร่องรอยเล็กน้อยหรือการตีมือด้วยไม้บรรทัด การวินิจฉัยการทารุณกรรมของนัก วิชาชีพยังไม่มีความสอดคล้องกัน การทารุณกรรมทางเพศทุกกรณีนักวิชาชีพเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการทารุณ กรรมที่รุนแรง ยังมีปัญหาความไม่สอดค้องกันในระหว่างนักวิชาชีพในกรณีคาบเกี่ยว เช่น กรณี เด็กวัยรุ่นได้เสีย กันโดยสมยอม หรือกรณีกิจกรรมทางเพศในเด็กเล็กที่อาจยังไม่รู้ความ การทารุณกรรมทางอารมณ์ที่ไม่รุนแรง เช่นการตำหนิดุด่า ยังไม่มีความสอดคล้องกันในระหว่างวิชาชีพในการวินิจฉัยว่าเป็นการทารุณกรรมทางอารมณ์ การละเลยทอดทิ้งเมื่อมีบริบทของความยากจนมาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีบิดามารดาทิ้งลูกให้ย่ายายเลี้ยงโดยมาเยี่ยม เป็นนานๆครั้งโดยส่งค่าช็จ่ายให้สม่ำเสมอ หรือการขาดโอกาสศึกษาต่อและต้องมาช่วยทำงานจากปัญหาความ ยากจน ความเห็นของนักวิชาชีพในกรณีเหล่านี้พบไม่สอดคล้องกัน ผู้วิจัยมีความเห็นว่ากรณีที่สถานการณ์มี ความคาบเกี่ยว การวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวควรดูผลกระทบที่เกิดกับเด็กเป็นสำคัญ ในกรณีศึกษาที่นักวิชาชีพมี ความเห็นไม่สอดคล้องกัน วิชาชีพฝ่ายกฏหมายจะให้ค่าคะแนนการวินิจฉัยต่ำสุด ในขณะที่วิชาชีพครูให้คะแนน สูงสุด แสดงถึงความไวของวิชาชีพครูต่อการวินิจฉัยการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก ซึ่งตรงข้ามกับฝ่าย กฏหมายที่มีความไวน้อย จากความเคยชินในวิชาชีพที่ต้องหาหลักฐานมาสนับสนุนให้ชัดเจนก่อนการวินิจฉัย ตัดสินความผิด ในความเห็นและความเข้าใจของนักวิชาชีพที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก การฝึกระเบียบ วินัยโดยการตียังเป็นที่ยอมรับ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้เกิดบาดแผลหรือการบาดเจ็บของร่างกาย เด็ก การตีด้วยมือยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในสังคมไทย การที่บิดามารดาลงโทษหรือฝึกระเบียบวินัยลูกโดยใช้มือ ตีก้นเด็กยังเป็นการกระทำที่พบเห็นได้บ่อยและสังคมไม่รับรู้ว่าเป็นการกระทำทารุณเด็ก ผลกระทบทางจิตใจ จากการที่เด็กถูกลงโทษโดยการตีมักไม่เป็นปัญหาที่กังวลของบุคคลทั่วไป ยกเว้นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ซ้ำซาก ในหมู่นักวิชาชีพมีเพียงร้อยละ 35-50 ที่มีความเห็นว่าการลงโทษโดยใช้มือตีเด็กเป็นการทารุณกรรม ร่างกายในขณะที่กลุ่มประชาชนร้อยละ 72-90 เห็นว่าเป็นการกระทำทารุณ แต่เมื่อใดที่มีการใช้อุปกรณ์เช่น ไม้ บรรทัดหรือไม้เรียวทั้งกลุ่มวิชาชีพและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นการทารุณกรรมร่างกาย งานวิจัยพบความแตกต่างในความไวของการให้การวินิจฉัยการทารุณกรรมและทอดทิ้งเด็ก โดย ประชาชนมีความไวในการวินิจฉัยมากกว่านักวิชาชีพ การศึกษาวิจัยในต่างประเทศก็พบปรากฎการณ์นี้ เช่นเดียวกัน ผู้วิจัยมีความเห็นว่านักวิชาชีพมักต้องพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการให้การวินิจฉัย รวมถึงการ พิจารณาเรื่องของหลักฐานที่ปรากฎ ทั้งนี้เนื่องจากการวินิจฉัยของนักวิชาชีพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้า แทรกแซงให้การดูแลช่วยเหลือ จึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ในความเห็นของนักวิชาชีพด้วยกัน รวมถึงความเห็นของประชาชนทั่วไป มีความเห็นสอดคล้องกันว่าครูและนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่มีความไว ในการวินิจฉัยการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กมากที่สุด และมีความเห็นตรงกันว่าวิชาชีพตำรวจมีความไวน้อยที่สุด คำจำกัดความที่ได้จากงานวิจัยการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบท ของสังคมไทย ได้ยึดตาม World Health Organization และได้ผ่านการปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ เพื่อใช้เป็นคำจำกัดความในบริบทของไทยต่อไป การแบ่งย่อยชนิดของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กให้ ตรงกันจะช่วยในการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาทางระบาดวิทยา Defining child abuse and neglect is essential for epidemiological study. However, it has been difficult to make the definition unique and reflects the same meaning for each professionals, since child abuse is a socially defined construct. It is a product of particular culture and context. This study tried to define the meaning of child abuse and neglect in Thai context by using focus group interview and case scenario questionnaires survey. The study populations are professionals working in child protection and lay populations. The result showed that all professionals agreed that spanking and complaining were not accepted as acts of child abuse. Disciplining children using equipments such as a cane causing remarkable wounds or pinching, slapping on the face or burning with cigarette were definitely labeled as child abuse. In border lined scenarios such as beating which resulted in fainted red marks on the buttocks or beating on the palm using a ruler, the opinion among professionals were not conclusive. Every types of sexual abuse were universally agreed as severe child abuse. In scenarios of teenagers have consensual sex and sexual acts between very young children, the opinions among professionals were not agreeable. In neglect case scenarios, the opinion on cases which influenced by economic problems were not conclusively agreed. In the situations, where scenarios were controversial, it is best to base the diagnosis by using the impacts on the children. When there were inconclusive opinions among professionals, the police investigators and the prosecutors were among the persons who weighted lesser on diagnosis of child abuse and neglect. Teachers were the most sensitive professional who diagnose child abuse. Lay population is more sensitive to the diagnosis of child abuse and neglect when compare to professionals. Amazingly, majority of lay population labeled spanking as act of child abuse. The responsibility of professionals to validate the situations classified as abuse is to intervene and provide protection. This may resulted in clear evidence needed to help making the diagnosis, which was perceived as insensitive. There was a consensus among child protection specialists and academic personnel to use World Health Organization definition as a Thai definition. Some adaptations were made to make it suitable to Thai context. |
| บรรณานุกรม | : |
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . (2557). โครงการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของสังคมไทย.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . 2557. "โครงการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของสังคมไทย".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . "โครงการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของสังคมไทย."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print. ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . โครงการศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.
|
