| ชื่อเรื่อง | : | การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2" |
| นักวิจัย | : | มะอีซอ ดือเร๊ะ |
| คำค้น | : | การบริหารจัดการน้ำ , การมีส่วนร่วม , จังหวัดนราธิวาส , ชลประทาน , ตำบลกาลิซา , ทำนา , อำเภอระแงะ , โครงการฝายบ้านกาเด็ง |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG54S0002 , http://research.trf.or.th/node/7915 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วม ของชุมชนบริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2” มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทำนาให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ ประโยชน์จากโครงการฝายบ้านกาเด็งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้ง ธนาคารข้าวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในบริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง 3) เพื่อศึกษารูปแบบการ ทำนา การบริหารจัดการน้ำ และการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนของ รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย กระบวนการวิจัย เริ่มจากการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ โครงการชลประทานนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนรา กำหนด หลักเกณฑ์ในการเลือก ร่วมกันจัดทำแผนลงพื้นที่สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการทำงานของนัก ประสานงานชุมชนชลประทาน (ปส.ชป.) ประมวลสภาพปัญหา คัดเลือกประเด็นเป็นโจทย์วิจัยที่ สามารถแก้ได้โดยชุมชนเอง จัดกิจกรรมสัมพันธ์ สร้างการเคลื่อนไหวของชุมชนเพื่อรวมใจในการทำ วิจัยเพื่อท้องถิ่น ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก เพิ่มน้ำต้นทุนให้ฝายกาเด็ง ขุดลอกตะกอนทราย หน้าฝายบ้านกาเด็งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากฝาย ปรับพื้นที่ทดลองปลูกข้าวพื้นบ้าน 5 สายพันธุ์ ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการทำนา และเรียนรู้การเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ จัด เวทีเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงก่อนหลังดำเนินโครงการวิจัย ศึกษาดูงานและสรุปบทเรียนจาก การดูงานสำนักงานพัฒนาเกษตรกรรมลุ่มน้ำมูดา ประเทศมาเลเซีย จัดกิจกรรมแข่งขันเกี่ยวข้าวและ สรุปผลการดำเนินงาน แก้ปัญหาหนูนาระบาดร่วมกับกรมวิชาการเกษตร การจัดทำแผนผังการทำนา เพื่อการจัดรูปที่ดินให้เหมาะสมกับระบบชลประทาน และขยายผลผ่านกิจกรรมการประกวดผลงาน บริหารโครงการพัฒนาชลประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลการวิจัย พบว่า สภาพพื้นที่ทำนาของบ้านกาเด็งได้รับความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ จากดินภูเขาที่ไหลลงมาพร้อมอินทรียวัตถุในช่วงฤดูฝน รวมไปถึงมีลำคลองธรรมชาติไหลผ่านตลอด แนว แต่ในระยะหลังมีความรู้สึกว่าปริมาณข้าวน้อยลง บางส่วนเริ่มมีการใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าว ขณะที่ยังไม่ได้มีการตรวจพิสูจน์ว่าดินที่เป็นอยู่มีความอุดมสมบูรณ์หรือเสื่อมโทรมอย่างไร จึงได้มีการ เก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด นราธิวาสในการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการขุดเก็บตัวอย่างดิน และรอรับแจ้งผลการตรวจวิเคราะห์ การระบาดของหนูนากำลังเป็นปัญหาของชุมชน ประสบการณ์ในการกำจัดหนู ในสมัยหนึ่งได้ ร่วมกับทางอำเภอระแงะ จัดให้มีการแข่งขันจับหนูนา โดยผู้จับหนูนาได้ จะตัดหางหนูเก็บสะสมไว้ จากนั้นจะนำหางหนูมานับเพื่อแจกรางวัลสำหรับผู้ที่จับหนูนาได้มากที่สุด แต่การแข่งขันจับหนู ดังกล่าวก็ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้หนูนา กลับฟื้นตัวขยายพันธุ์จำนวนมากเหมือนเดิม ทีมวิจัยได้ แก้ปัญหาแบบชีวภาพ คือเพิ่มห่วงโซ่อาหารที่เป็นนักล่ากำจัดหนูนาในพื้นที่ โดยอาจจะใช้ภูมิปัญญา แบบที่มาเลเซียใช้ คือปลูกต้นตาลแซมในพื้นที่นา เพื่อให้นกแสกเข้ามาทำรังสำหรับล่าหนูนา แต่ที่ ชุมชนไม่ทำการจับหนูนาเพื่อนำมาบริโภคเหมือนภาคอื่นๆ เนื่องจากบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ห้ามบริโภคสัตว์ทำลาย เช่น หนู ตะขาบ แมลงป่อง และสัตว์ที่คล้ายกันอื่นๆ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับหนูชนิดต่างๆ อธิบายให้ชาวบ้านรู้จักการประเมินความ เสียหายของข้าวที่เกิดจากหนู การสำรวจร่องรอยต่างๆ ที่เกิดจากการกระทำของหนู การป้องกันและ กำจัดหนู ซึ่งได้ทดลองนำก้อนแป้งเพาะเชื้อโปรโตซัวสกุล Sarcocystis singaporensis มาใช้ในพื้นที่ พร้อมกับการอธิบายเครื่องมือพื้นบ้านสำหรับการดักจับหนูรูปแบบต่างๆ การผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพโดยอาศัยเก็บเศษผักและปลาที่เน่าเสียแล้วจากตลาดนัดมาเป็น วัตถุดิบหลักในการผลิต และได้นำมาใช้ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว การจัดทำปฏิทินการเพาะปลูก นอกจากจะเป็นการถอดประสบการณ์ของการทำอาชีพ เกษตรกรรมของตนเองแล้ว ยังเป็นข้อมูลที่มีส่วนสำคัญในการวางแผนการเพาะปลูกในอนาคตด้วย เมื่อพิจารณาจากปฏิทินการเพาะปลูกที่เกษตรกรผู้ใช้น้ำช่วยกันจัดทำขึ้น จะเห็นลักษณะการ เพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด มีการทำนาข้าวเป็นหลัก และมีสวนผลไม้เสริม ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สำหรับยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่เริ่มหันมาทำกันมากขึ้นด้วยราคาน้ำยางที่เป็น แรงจูงใจให้เปลี่ยนที่นาเป็นสวนยางพารา การจัดทำแผนผังการทำนาและการใช้ประโยชน์จากที่ดินในพื้นที่โครงการฝายบ้านกาเด็ง เมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์การมีโครงการชลประทานเพื่อรองรับการทำนา 1,300 ไร่ แต่เมื่อ พิจารณาถึงแผนผังการทำนาแล้วพบว่ามีการปลูกพืชที่หลากหลาย ที่เห็นได้ชัดเจนคือการเปลี่ยน พื้นที่นาเป็นสวนยางพารากระจายอยู่หลายจุด ขณะที่มีการระบาดของหนูกระจายอยู่ทั่วไป และกำลัง เป็นปัญหาสำคัญของชาวนามากขึ้นเรื่อยๆ พันธุ์ข้าวพื้นบ้านและการคัดสรรพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูกในท้องถิ่น มีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ ปลูกอยู่แล้วกว่า 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ปาดีปาเฮะ หรือ “ข้าวพานไถ” ปาดียามุง หรือ“ข้าวโบราณ” ปาดีบู เวาะห์ปูเต๊ะ หรือ “ข้าวขาว” และปาดีรายุกูนิง หรือ “ข้าวระย้าเหลือง” ส่วนข้าว “เล็กนกปัตตานี” ได้ รับมาปลูกเมื่อคราวที่สร้างฝายบ้านกาเด็งเป็นครั้งแรก และในฤดูกาลเพราะปลูกนี้ โครงการวิจัย ได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานเกษตรอำเภอระแงะที่มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเล็บนกปัตตานีมา ปริมาณ 300 กิโลกรัม และข้าวหอมมะลิจากหน่วยทหารในพื้นที่เพื่อทดลองปลูกด้วย การจัดตั้งธนาคารข้าวยังไม่เป็นผล เนื่องจากการระบาดของหนูนาอย่างหนัก ทำให้ไม่ สามารถเก็บข้อมูลผลผลิตของพันธุ์ข้าวแต่ละชนิดได้ จึงไม่สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะกับการ ขยายพื้นที่ปลูกเพื่อเหลือจากการบริโภคมาตั้งเป็นธนาคารสำหรับตั้งเป็นกองทุนได้ ประสบการณ์จากการศึกษาดูงานสำนักงานพัฒนาเกษตรกรรมลุ่มน้ำมูดา (Muda Agriculture Development Authority – MADA) รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ทำให้ทราบว่า เขื่อนมูดาสร้างขึ้นมี เป้าหมายหลักเพื่อส่งน้ำให้กับเกษตรกรใช้ทำนา เป้าหมายรองคือเพื่อใช้บริโภคทั่วไป การทำนาของ รัฐเคดาห์จะพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำในระบบชลประทานจะถูกใช้เพียงร้อยละ 30 ของน้ำที่ใช้ ทำนาตลอดทั้งปี ปริมาณข้าวจากการทำนาในพื้นที่ของรัฐเคดาห์และเปอร์ลิส สามารถเลี้ยงประชากรมาเลเซีย ได้เพียงร้อยละ 40 ส่วนที่ยังขาดแคลนอีกร้อยละ 60 ต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ สายพันธุ์ข้าวที่ ใช้ คือ MR 202 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกมากที่สุด เจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนมูดามีประมาณ 2,000 คนที่คอยควบคุมดูแลเปิด-ปิดน้ำ และด้วยพื้นที่ ในการดูแลกว้างขวาง กว่าจะจัดสรรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำไปจนถึงนาข้าวแปลงสุดท้าย ต้องใช้ เวลาถึง 3 วัน สิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบ “การรักษาพื้นที่เกษตรกรรม” การกำหนดเขตพื้นที่ปลูกข้าวได้ ติดต่อกันเป็นผืนกว้าง นับเป็นจุดเด่นในการจัดการของมาเลเซีย เมื่อรัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ ปลูกข้าวโดยดูจากความเหมาะสมกับสภาพดินและแหล่งน้ำแล้ว จะสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาด้วยการ สนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อการทำนา หากชาวนารายใดไม่ประสงค์จะทำนาในพื้นที่ตนเอง รัฐบาลจะจัด จ้างบุคคลเข้ามาทำนาแทน โดยไม่ปล่อยพื้นที่ว่างให้เป็นนาร้าง แล้วจัดแบ่งผลประโยชน์ให้เจ้าของ ที่ดินอย่างเหมาะสม จึงมีโอกาสได้เห็นเจ้าของที่นาขับรถยนต์มาดูพื้นที่นาของตนเองว่าจะได้ผลผลิต เท่าใดในแต่ละรอบทำนา หรือหากต้องการเปลี่ยนพื้นที่ของตนไปปลูกพืช ชนิดอื่นที่ไม่ใช่นาข้าว จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลระดับรัฐเสียก่อน ซึ่งมักจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยนพื้นที่นาไปทำ อย่างอื่น นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปข้าวไปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น แป้ง ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ ซึ่ง เกษตรกรรายใดไม่ประสงค์จะทำนา หรืออาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมใช้แรงงานเพื่อการทำนา ก็สามารถผันตนเองเข้าสู่โรงงานแปรรูปผลผลิตจากข้าวได้ |
| บรรณานุกรม | : |
มะอีซอ ดือเร๊ะ . (2556). การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. มะอีซอ ดือเร๊ะ . 2556. "การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2"".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. มะอีซอ ดือเร๊ะ . "การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2"."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2556. Print. มะอีซอ ดือเร๊ะ . การบริหารจัดการน้ำสำหรับทำนาในพื้นที่ชลประทาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บริเวณโครงการฝายบ้านกาเด็ง ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระยะที่ 2". กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2556.
|
