ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก
นักวิจัย : ศิวพร แพงคำ
คำค้น : effective degradability , Nylon bag technique , pineapple peel , rice straw , rumen ecology , นิเวศวิทยารูเมน , ประสิทธิภาพการย่อยได้ , ฟางข้าว , เทคนิคถุงไนลอน , เปลือกสับปะรด
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5080367 , http://research.trf.or.th/node/7416
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การทดลองที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและ ความสามารถในการย่อยสลายได้ในกระเพาะรูเมนของการใช้เปลือกสับปะรดหมัก ร่วมกับฟางข้าวโดยเทคนิคถุงไนลอน ใช้โคนมเพศผู้เจาะกระเพาะรูเมน น้ำหนักเฉลี่ย 250 ± 10 กิโลกรัม จำนวน 3 ตัว โคได้รับเปลือกสับปะรดร่วมกับฟางข้าวหมักเป็น อาหารหยาบหลักแบบเต็มที่ และให้อาหารข้นที่มี โปรตีนหยาบ 16 เปอร์เซ็นต์ โภชนะ ที่ย่อยได้ทั้งหมด 70 เปอร์เซ็นต์ ในระดับ 0.5% ของน้ำหนักตัว แบ่งกลุ่มอาหารทดลอง ออกเป็น 11 กลุ่มตามสัดส่วนของฟางข้าวและเปลือกสับปะรดที่แตกต่างกัน โดยนำถุง ไนลอนที่บรรจุอาหารตัวอย่างบ่มหมักในกระเพาะรูเมนที่เวลา 2, 4, 8, 12, 24, 48 และ 72 ชั่วโมง ผลศึกษาพบว่าส่วนประกอบทางเคมีของอาหารกลุ่มทดลองทั้ง 11 กลุ่ม มี ค่าเฉลี่ยของวัตถุแห้ง โปรตีน อินทรียวัตถุ และเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารละลายที่เป็น กลาง แตกต่างกัน อาหารกลุ่มที่ 1 (T1100PP) มีค่าของโปรตีนสูงที่สุดเท่ากับ 7.8 เปอร์เซ็นต์, อาหารกลุ่มที่ 2 (T2100RS) มีค่าของเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารละลายที่เป็น กลาง สูงที่สุดเท่ากับ 75.5 เปอร์เซ็นต์, อาหารกลุ่มที่ 3 (T390PP:10RS) มีค่าอินทรียวัตถุ และเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารละลายที่เป้นกรด สูงที่สุดเท่ากับ 93.3 เปอร์เซ็นต์และ 67.0 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และจากการทดลองโดยใช้เทคนิคถุงไนลอน สรุปว่า ประสิทธิภาพการย่อยสลายได้ในกระเพาะรูเมนของวัตถุแห้ง อินทรียวัตถุ และเยื่อใยที่ 2 ไม่ละลายในสารละลายที่เป็นกลาง ในกระเพาะรูเมนที่ระยะพักหมักของอาหาร 0.02 ยู นิตท์/ชั่วโมง ของ T390PP:10RS ดีที่สุดมีค่าเท่ากับ 62.3, 70.2, 59.6 และ 52.7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกับกลุ่มอาหารทดลองอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) การทดลองที่ 2 ทำการศึกษาในโคนมเพศผู้ตอนเจาะกระเพาะรูเมน จำนนวน 4 ตัว ตามแผนการทดลองแบบ 4x4 ลาตินสแควร์ โดยมีกลุ่มการทดลอง 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 โคนมได้รับเปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบอย่างเต็มที่ กลุ่มทดลองโค นมได้รับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบอย่างเต็มที่ กลุ่มทดลองที่ 3 โคนมได้รับเปลือก สับปะรดต่อฟางข้าวในสัดส่วน 90:10 และกลุ่มทดลองที่ 4 โคนมได้รับเปลือกสับปะรด ต่อฟางข้าวในสัดส่วน 80:20 ทำการเก็บตัวอย่างอาหารทดลองและมูลเพื่อวิเคราะห์ องค์ประกอบทางเคมี และสุ่มเก็บตัวอย่างของเหลวจากกระเพาะรูเมนในชั่วโมงที่ 0, 2 และ 4 ชั่วโมงหลังการให้อาหาร และนำไปวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดด่าง ความเข้มข้น ของแอมโมเนียไนโตรเจน กรดไขมันที่ระเหยได้ ประชากรแบคทีเรีย และชนิดแบคทีเรียที่ ย่อยสลายเยื่อใย จากการศึกษาพบว่า ค่าการย่อยได้ของเยื่อใย NDF ในกลุ่มทดลองที่ 3 มีค่าสูงกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 และ 2 ตามลำดับ (p<0.05) ค่าความเป็นกรดด่างในรู เมนมีความแตกต่างกันทางสถิติในทุกกลุ่มทดลอง ส่วนความเข้มข้นของแอมโมเนีย ไนโตรเจนมีค่าต่ำในกลุ่มทดลองที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองอื่นๆ และประชากร แบคทีเรียรวมมีค่าสูงสุดในกลุ่มทดลองที่ 3 ในขณะที่เมื่อแยกชนิดของแบคทีเรียที่ย่อย สลายเยื่อใยพบว่า ในกลุ่มที่ได้รับฟางข้าวในสัดส่วนที่สูงมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ ประชากรแบคทีเรียดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ดังนั้นจากการศึกษาใน ครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าการจัดสัดส่วนเปลือกสับปะรดต่อฟางข้าวในสัดส่วน 90:10 ให้ ผลดีสามารถใช้เป็นอาหารหยาบหลักได้โดยส่งผลต่อการย่อยได้ของเยื่อใยและ นิเวศวิทยารูเมนที่เหมาะสม สารประกอบพอร์ไพริน Tetraphenylporphyrin ligand (TPP) ได้ถูกติดตามและสังเคราห์ในงานวิจัยนี้ โดยผ่านกระบวนการ ระหว่าง pyrrole และ benzaldehyde ในสภาวะการรีฟลักซ์ใน กรดพอร์พิโอนิก เพื่อให้ผลผลิตเป็นผลึกสีม่วงเข้ม โครงสร้าง ของพอร์ไพริน ที่สังเคราะห์ได้ถูกยืนยันด้วยวิธี 1H NMR spectroscopy จากการศคึกษาด้วยย UV-Visible Spectroscopic ให้ผลการดูดกลืนแสง ของสารดังกล่าว จำนวน 4 ค่าการดูดกลืนในแสงช่วง ตามองเห็น visible region การดูดกลืนแสงของสารดังกล่าวจะได้รับผลกระทบอย่างเด่นชัดเมื่อเติมโลหะในโครงสร้างของพอร์ไพริน ในงานวิจัยได้สนใจ ศึกษาเติมไอออนของ Mg2+, Fe2+, Co2+, Ni2+ และ Zn2+ ใน TPP ซึ่งผลการติดตามค่าการดูดกลืนแสงให้ค่าการดูดกลืนแสง มากที่สุดที่ความยาวคลื่นที่ตำแหน่ง 521, 513, 544, 527, 558 nm, ตามลำดับ ผลการศึกษายืนยัน ถึงปริมาณความ หนาแน่นของอิเลคตรอนในสารประกอบ จากผลวิจัยพบว่า Ni-TPP ได้ถูกเปรียบเที่ยบกับ Ni-5,7,7,12,14,14-hexamethyl- 1,4,8,11-tetraazacyclotetradeca 4,11-diene perchlorate [Ni-1] ค่าการดูดกลืนแสงของ [Ni-1] ให้ผลใกล้เคียงกับ Ni-TPP ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก โครงสร้างสี่เหลี่ยมแบนราบ (square planar) ที่คล้ายกัน The objective of experimental I was to determine chemical compositions and degradability in rumen of using pineapple peel with rice straw by nylon bag technique. Three ruminal fistulated dairy cow steers with average 250 + 10 kg. Pineapple peel with rice straw were feed ad libitum and supplemented with 16% crude protein (CP), 70% TDN concentrate at 0.5 %BW. There were 11 treatments was contained different levels of Pineapple peel and rice straw. Incubated in rumen at 2, 4, 8, 12, 24, 48, and 72 hours. The results shown that average of dry matter (DM), crude protein (CP), organic matter (OM) and neutral- detergent fiber (NDF) were different among; treatments crude protein was highest in T1 (T1100PP) was 8.7%, neutraldetergent fiber (NDF) was highest in T2 (T2100RS) was 75.5% organic matter (OM) and acid- detergent fiber (ADF) was highest in T3 (T390PP::10RS) was 93.3 and 67.0% respectively. It was concluded that effective degradability of dry matter (DM) protein (CP), organic matter(OM) and neutral- detergent fiber (NDF) in rumen at out flow rate 0.02 unit/hr was highest (P<0.05) in (T390PP::10RS) were 62.3%, 70.2%, 59.6%, and 52.7% respectively. 4 Experimental II; four-fistulated, castrated male crossbred dairy cattle were randomly allocated to a 4 x 4 Latin square design. The treatments were:T1) pineapple peel (PP), T2) rice straw (RS), T3) PP:RS (90:10) and T4) PP:RS (80:20). All feeds and faeces were sampled for chemical composition. Rumen fluid were sampling at 0, 2 and 4 hr post feeding to analysis of pH, NH3-N , volatile fatty acids, total bacteria population and cellulolytic bacteria species. The results show that NDF digestibility (%) were higher in T3 than those in T1 and T2 (P<0.05) but were similar with T4, respectively. Rumen pH were significantly different among treatments (P<0.05). NH3-N concentration was lowest in T2 (P<0.05) when compared with other treatments, related to bacteria population in the rumen higher concentration were found in T3 than those in T1 (P<0.05) but not significantly different with T2 and T4 (P>0.05). It was concluded that used of T3 (PP:RS; 90:10) as a basal roughage give best results in term of NDF digestibility and maintain optimum level of rumen ecology such as volatile fatty acid concentration and microbial population.

บรรณานุกรม :
ศิวพร แพงคำ . (2557). การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ศิวพร แพงคำ . 2557. "การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ศิวพร แพงคำ . "การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
ศิวพร แพงคำ . การศึกษานิเวศวิทยารูเมนและรูปแบบกระบวนการหมักของโคนมที่ได้รับเปลือกสับปะรด ร่วมกับฟางข้าวเป็นอาหารหยาบหลัก. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.