| ชื่อเรื่อง | : | ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Reserch-Based Learning:RBL) |
| นักวิจัย | : | ปรียนันท์ สิทธิจินดาร์ |
| คำค้น | : | กระบวนการเรียนการสอน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG52M0007 , http://research.trf.or.th/node/7233 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการวิจัยเรื่องการศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย โดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Research-Based Learning: RBL) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อให้ นักศึกษา-อาจารย์ ได้เรียนรู้สภาพ และสถานการณ์ที่เป็นจริงของชุมชนท้องถิ่น โดยผ่านงานวิจัยกับ ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงจากเนื้อหารายวิชาที่สอน 2. เพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างการเรียนการสอน- การวิจัย และการบริการทางวิชาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม 3. เพื่อให้เกิดทางเลือกใหม่ของ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เป็นจริงของท้องถิ่น 4. เพื่อให้เกิดสัม พันธภาพที่ดีระหว่างนักศึกษากับชุมชน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ซึ่งมีกิจกรรมการดำเนินงาน ดังนี้ 1.ประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อ ค้นหาผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 2. เวทีทำความเข้าใจ มโนทัศน์โครงการ การพัฒนาโจทย์และ เกณฑ์การขอทุน 3. การพัฒนาโจทย์ในชั้นเรียนร่วมกับอาจารย์และนักศึกษา 4. เวทีการเขียน เอกสารเชิงหลักการ 5. การพิจารณาโครงการวิจัย 6. เวทีปฐมนิเทศ, มอบทุนและการเติมความรู้/ ทักษะ/ขีดความสามารถในการทำวิจัยกับท้องถิ่นเช่น การเป็น Facilitator, การเก็บข้อมูลแบบมีส่วน ร่วม เป็นต้น 7. การติดตามความก้าวหน้าของโครงการ 7.1 เวทีการติดตามความก้าวหน้าและ หนุนเสริมโครงการ 7.2 เวทีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เติมความรู้และทักษะการออกแบบ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม” 7.3 การติดตาม และหนุนเสริมงานเป็นระยะในห้องเรียนหรือ ในพื้นที่จริง 8. เวทีติดตามการทำงานช่วงปลายโครงการ 9. เวทีถอดบทเรียนการทำงานวิจัย 10. การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลของการดำเนินโครงการวิจัยครั้งนี้ ทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้ 1. ทำให้นักศึกษา-อาจารย์ ได้เรียนรู้สถานการณ์ที่เป็นจริงของชุมชนท้องถิ่น โดยผ่านงานวิจัยที่เชื่อมโยงจากเนื้อหารายวิชา ซึ่งทำให้นักศึกษาเรียนรู้จากมิติเชิงวิชาการสู่มิติของความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ จนนำไปสู่ความเข้าใจ โดยผ่านการเห็นหรือการปฏิบัติจริง ซึ่งทำให้เกิดการจดจำได้มากกว่าการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว 2. เกิดการบูรณาการการเรียนการสอน กับการวิจัยและการบริการวิชาการการบูรณาการจะชัดเจนในการเรียนการสอนกับงานวิจัย เพราะโดยกระบวนการแล้วโครงการได้มีแนวคิดที่ทำให้กระบวนงานวิจัยที่นักศึกษาต้องลงไปสืบค้นหาคำตอบในชุมชนอยู่แล้ว แต่ก็เกิดขึ้นบางรายวิชาเท่านั้น เพราะเงื่อนของเวลาและความไม่เข้าใจของอาจารย์ ส่วนการบูรณาการกับการบริการวิชาการ เกิดขึ้นได้เพียง 2 โครงการเท่านั้น 3. มีผลกระทบบางประการที่เกิดจากโครงการวิจัยนี้ ก็คือ บางพื้นที่นั้นได้เกิดโครงการรวมตัวของผู้เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต.ปากน้ำแหลมสิงห์ และต่อมาได้เข้าสู่ระบบการสร้างเครือข่ายสวัสดิการโดยชุมชนระดับอำเภอ ได้ทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. ในระยะต่อมา นอกจากนั้นยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนในด้านการเรียนการสอน แต่มีการสะท้อนกลับจากนักศึกษาถึงความพึงพอใจและการได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 4. ทำให้เกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษากับชาวบ้าน ทำให้นักศึกษาเกิดสำนึกและเห็นคุณค่าในชุมชนถิ่นฐานของตนเอง กล่าวโดยสรุป โครงการ RBL ก็คือ รูปแบบการเรียนรู้ที่ดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามามี ประสบการณ์ร่วมกัน คือ อาจารย์ นักศึกษา พี่เลี้ยงผู้ประสานงานของ Node และผู้คนที่อยู่ใน ชุมชนท้องถิ่น เพื่อจะทำให้การเรียนการสอนซึ่งเดิมทีถูกจำกัดอยู่ภายในห้อง และโลกทางวิชาการ ให้เปิดกว้างแผ่ขยายออกไปยังชุมชนท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องต่างๆ เป็นการสร้างพลังการเรียนรู้ ร่วมกันจนเป็นสนามพลังของการเรียนรู้ที่สามารถเข้ามาเชื่อมโยง บูรณาการกับหลายปัจจัย อาทิ ด้านเนื้อหา ทฤษฎีหลักการ ด้านผู้เกี่ยวข้อง ด้านบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งด้านสัม พันธภาพอันดีระหว่างมหาวิทยาลัยอันมีครูอาจารย์และนักศึกษาเป็นหลักกับความเป็นชุมชน ท้องถิ่นที่อยู่รายรอบมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น จากโครงการนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆหลายอย่าง อาทิเช่น อาจารย์ และนักศึกษาได้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการดำเนินงานที่เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการคิด ร่วมกัน วางแผนร่วมกันก่อนการทำงาน การปรับวิธีการเรียนการสอน ที่เคยเน้นการสอนแบบ ถ่ายทอดทางเดียวจากครูมาเป็นให้นักศึกษาเป็นผู้ตั้งคำถาม คิดค้นหาคำตอบหรือการเข้าถึงความรู้ ผ่านงานวิจัย โดยการปฏิบัติจริงโดยมีชุมชนเป็นสนามของการเรียนรู้ ซึ่งจากวิธีการนี้ ทำให้ ผู้เรียนสามารถจดจำ เพิ่มความรู้ใหม่ที่ไม่มีตำรา โดยเฉพาะวิชาชีวิตและนำความรู้มาใช้แก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากกว่าการเรียนรู้เพียงในห้องสี่เหลี่ยม เกิดการพัฒนาภาวะผู้นำ การทำงานเป็น ทีม ทักษะการคิด วิเคราะห์และการเขียนได้มากกว่าการเรียนแบบเดิม นอกจากนั้นยังได้รับสัม พันธภาพที่ดีจากชุมชนในแง่ของความร่วมมือในการให้ข้อมูล การเข้าร่วมเวทีคืนข้อมูล หรือ สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการด้วย อีกทั้งได้รับการชื่นชมและต้องการที่จะให้ นักศึกษามาทำกิจกรรมในลักษณะเช่นนี้อีก ซึ่งส่งผลมาถึงชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และทำให้เกิด สำนึกและเห็นคุณค่าในชุมชนถิ่นฐานของตนเอง ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา 1. โครงการนี้จะต้องให้อาจารย์เป็นผู้วิจัยและให้นักศึกษาร่วมวิจัยโดยบูรณาการ คืออาจารย์จะทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์สัมฤทธิ์ผลของกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา นักศึกษาจะวิจัยการค้นหาสภาวะที่เป็นจริงและที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาที่เรียน อาจเป็นลักษณะงานวิจัยนอกชั้นเรียนเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน และมีทุนสนับสนุนในการทำวิจัย ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเฉกเช่นเดียวกันกับ “วิจัยในชั้นเรียน” ที่มุ่งให้อาจารย์ทำการวิจัยพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาภายในบริบทของชั้นเรียน เป็นต้น 2. ควรส่งเสริมการวิจัยนอกชั้นเรียนของอาจารย์และนักศึกษาในลักษณะบูรณาการเป็นสองสาขาวิชาการ (Interdisciplinary) โดยใช้ชุมชนเดียวกันเป็นฐานก็ได้ เช่น ชุมชน ก. มีสภาพเรื่องราว วิถีวัฒนธรรมหนึ่งๆ อาจารย์รายวิชาต่างๆอาจจับกลุ่มร่วมกันที่ใช้ชุมชนนั้นๆ เป็นฐาน(Area-Based) ในการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา แต่ต้องดำเนินการเชื่อมโยงกันให้เป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ เช่น วางแผนร่วมกัน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากจะต้องคืนข้อมูลและแบ่งปันการเรียนรู้คืนกลับสู่ชุมชนด้วย 3. มหาวิทยาลัยจะต้องมีนโยบายมาตรการและสร้างกลไกรองรับ อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน หรือสถาบันบูรณาการองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น และสถาบันต้องมีกลไกสนับสนุนหรือมีพี่เลี้ยงที่คอยช่วยเหลือ เสริมหนุน ร่วมแก้ปัญหาหรือเป็นกลไกที่ช่วยให้อาจารย์และนักศึกษาเข้าไปทำงานกับชุมชนในลักษณะการสร้างการเรียนรู้ได้ กลไกเช่นนี้ต้องมีกิจกรรมคู่ขนานกันไป อาทิ การอบรมปฏิบัติการเพื่อเติมเครื่องมือ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การเก็บข้อมูลภาคสนามแบบมีส่วนร่วม หรือเวทีสังเคราะห์วิเคราะห์และการถอด บทเรียน เป็นต้น เพราะการทำงานลักษณะนี้อาจารย์จะมีบทบาทหน้าที่เป็น “ผู้สนับสนุนการเรียนรู้” ของนักศึกษาให้สามารถเรียนรู้ได้จากการวิจัย โดยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยต่อไปมีดังนี้ 1. ถ้าจะต้องวิจัยต่อไปเพื่อให้ได้ประโยชน์ในเชิงนโยบายหรือการตอบโจทย์การพัฒนาการเรียนการสอนลักษณะนี้ต่อไป ควรจะทำวิจัยการสร้างรูปแบบการบริหารจัดการโครงการการเรียนรู้ลักษณะนี้ให้ชัดเจน และนำไปสู่การพัฒนาเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยขึ้นมาได้ 2. ควรจะส่งเสริมให้นักศึกษาลงไปทำวิจัยซ้ำกับชุมชนในประเด็นที่เป็นปัญหา และความต้องการของชุมชนต่อไป ได้อย่างเป็นจริง โดยมีระบบการสนับสนุน เช่น เงินทุน ที่ปรึกษาและแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
ปรียนันท์ สิทธิจินดาร์ . (2555). ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Reserch-Based Learning:RBL).
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ปรียนันท์ สิทธิจินดาร์ . 2555. "ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Reserch-Based Learning:RBL)".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ปรียนันท์ สิทธิจินดาร์ . "ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Reserch-Based Learning:RBL)."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print. ปรียนันท์ สิทธิจินดาร์ . ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโดยใช้ฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Reserch-Based Learning:RBL). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.
|
