| ชื่อเรื่อง | : | การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-2 |
| นักวิจัย | : | อุทัยรัตน์ ณ นคร |
| คำค้น | : | พันธุศาสตร์ , เทคโนโลยีชีวภาพ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RTA5080013 , http://research.trf.or.th/node/6897 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการ “การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-II” มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้ ความรู้ด้านพันธุศาสตร์ประชากร พันธุศาสตร์ปริมาณ และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำสำคัญทางเศรษฐกิจ และการสร้างนักวิจัย การศึกษาแบ่งออกเป็นโครงการย่อย ได้แก่ 1. โครงการย่อย กุ้งก้ามกราม มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามและแก้ปัญหาโรคในกุ้งก้ามกราม แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อ ดังนี้ 1.1 Commercial Mass Production of the All-male Stock of Giant Freshwater Prawn: ได้ทำการศึกษาหาระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะผ่าตัดเปลี่ยนเพศกุ้งเพศผู้ให้เป็นเพศเมีย (neofemale) เพื่อใช้ผลิตลูกกุ้งก้ามกรามเพศผู้ล้วน การศึกษานี้ได้รายงานการพัฒนาของ androgenic gland ของกุ้งก้ามกรามเป็นครั้งแรก และพบว่าการพัฒนาของต่อม androgenic จะขึ้นกับขนาดลูกกุ้งมากกว่าอายุ โดยกุ้งที่จะผ่าตัดได้ผลดีควรมีความยาวเปลือกส่วนหัวน้อยกว่า 0.6 เซนติเมตร 1.2 Estimation of Heritability of Economically Important Traits in Giant Freshwater Prawn: ทำการคำนวณค่าอัตราพันธุกรรมโดยใช้ข้อมูลจาก fullsib 16 ครอบครัว และ halfsib 8 ครอบครัว โดยใช้วิธี Restricted Maximum Likelihood procedure (REML) พบว่าอัตราพันธุกรรม (h2) ของลักษณะการเจริญเติบโตของกุ้งที่ยังไม่แสดงความแตกต่างระหว่างเพศมีค่าค่อนข้างสูง (h2 ความยาวหัว = 0.35±0.15; h2 น้ำหนักตัว = 0.26±0.13) ส่วนค่า h2 ที่คำนวณเมื่ออายุ 5 เดือนหลังคว่ำ มีค่าต่ำ และค่าที่คำนวณจากข้อมูลกุ้งเพศเมีย มีค่าสูงกว่าที่คำนวณจากข้อมูลกุ้งเพศผู้ ค่าที่คำนวณเมื่ออายุ 6 เดือนหลังคว่ำก็ให้ผลเช่นเดียวกัน 1.3 Effects of Selection for Growth Performed on Females of Different Maturing Batches: เกษตรกรผู้เพาะกุ้งก้ามกรามจะไม่นำกุ้งเพศเมียที่เจริญพันธุ์ในรุ่นแรกไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ เพราะเข้าใจว่ากุ้งพวกนี้โตช้า แต่การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า เพศเมียที่เจริญพันธุ์เร็วจะให้ลูกที่เจริญเติบโตดีกว่าพวกที่เจริญพันธุ์ช้า การศึกษาทำโดยใช้กุ้ง 16 ครอบครัว แบ่งกุ้งเพศเมียตามอายุขณะเริ่มเจริญพันธุ์ออกเป็น 4 ชุดโดยยังแยกตามครอบครัว ทำการคัดเลือกแบบ within family พบว่าลูกกุ้งที่ได้จากแม่ที่เจริญพันธุ์เป็นชุดแรกมีความยาวหัว และน้ำหนักตัวมากกว่าลูกจากแม่ที่เจริญพันธุ์ช้า 1.4 Stock Evaluation of Male Broodstock of Freshwater Prawn: วัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยคือ การประเมินประสิทธิภาพของเครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซทเทลไลท์ เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายชีวภาพ สำหรับทดสอบสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม โดยนำลูกกุ้ง 3 สายพันธุ์มาเลี้ยงเปรียบเทียบการเจริญเติบโต โดยเลี้ยงรวม และเลี้ยงแยกโดยทดลอง 3 ซ้ำ เลี้ยงนาน 3 เดือน นำข้อมูลจีโนไทพ์ของลูกที่เลี้ยงรวม (ใช้ microsatellite 7 ตำแหน่ง) มา assign ไปยังจีโนไทพ์ของพ่อแม่ โดยใช้วิธี exclusion-simulation ทดลองกับข้อมูลจาก primer 1-7 คู่ ผลการศึกษาพบว่า หากใช้ข้อมูลจาก primer 7 คู่จะได้ผลแม่นยำสูงถึง 90% อย่างไรก็ตามการลดจำนวน primer ลงมาเหลือ 4 คู่ยังให้ระดับความแม่นยำสูงถึง 88% โดยค่าใช้จ่ายลดลง การเลี้ยงรวมและเลี้ยงแยกให้ผลการทดลองไม่แตกต่างกัน 1.5 Application of Lignin for Inhibiting Macrobrachium rosenbergii Nodavirus (MrNV) and Extra Small Virus (XSV) in Giant Freshwater Prawn: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารลิกนินในการยับยั้งเชื้อ โดยทำการศึกษา 3 ขั้นตอนคือ (1) การศึกษาประสิทธิภาพของลิกนินในการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสในพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกราม (In vitro): นำเอาสารลิกนินที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ (5, 25 และ 50 ppm) มาผสมกับสารละลายที่มีไวรัส 2 ชนิดนี้ แล้วนำไปฉีดพ่อแม่กุ้งก้ามกรามที่ปลอดโรค หลังจากนั้นทำการตรวจการปนเปื้อนของไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ ด้วยเทคนิค RT-PCR ที่เวลาต่าง ๆ กัน ผลการทดลองพบว่ากุ้งกลุ่มควบคุมซึ่งฉีดเชื้อไวรัสโดยไม่มี lignin กลับไม่พบเชื้อไวรัส ซึ่งอาจเกิดจากการที่กุ้งก้ามกรามสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง ส่วนกลุ่มที่ได้รับเชื้อผสม lignin ระดับต่างๆตรวจพบ virus ในระดับไม่แตกต่างกัน (2) การประเมินประสิทธิภาพของสารลิกนินต่อการยับยั้งการส่งผ่านเชื้อไวรัสจากแม่กุ้งสู่ลูก: โดยการผสมสารลิกนินที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ในอาหารให้แม่กุ้งกิน หลังจากนั้นนำกุ้งทดลองกลุ่มต่างๆ มาฉีดเชื้อไวรัส MrNV และ XSV แล้วนำไปผสมกับเพศผู้ปลอดโรค นำลูกกุ้งที่ได้ไปตรวจสอบการปนเปื้อนของไวรัสด้วยเทคนิค RT-PCR ที่ระยะเวลาต่างๆ กัน โดยพบว่าแม่กุ้งที่ได้รับสารลิกนินในอาหารให้ลูกที่มีการปนเปื้อนในอัตราที่สูง เช่นเดียวกับลูกกุ้งที่ได้จากแม่กุ้งในกลุ่มควบคุมที่ได้รับอาหารไม่ผสมลิกนิน (3) การศึกษาประสิทธิภาพของลิกนินในอาหารต่อการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสในลูกกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน: นำแม่กุ้งไข่แก่ที่มีการติดเชื้อ MrNV และ XSV และแม่กุ้งไข่แก่ที่ไม่มีการติดเชื้อ MrNV และ XSV มาปล่อยให้วางไข่ในน้ำที่เค็มประมาณ 15 ppt ที่มีสารละลายลิกนินละลายอยู่ในความเข้มข้นต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ 0-200 ppm แล้วอนุบาลลูกกุ้งต่อไปจนถึงระยะคว่ำ ระหว่างนี้สังเกตอาการและอัตราการรอดตายของกุ้งในแต่ละกลุ่ม เมื่ออนุบาลได้ 10 และ 20 วัน สุ่มลูกกุ้งจากทุกแม่มาตรวจหาเชื้อไวรัส พบว่า ลูกกุ้งก้ามกรามที่ได้จากแม่กุ้งติดเชื้อไวรัส ซึ่งทำการเพาะและอนุบาลในน้ำที่มีสารละลายลิกนินอยู่ตั้งแต่ 25-200 ppm มีอัตราการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ณ เวลา 10 และ 20 วัน หลังจากฟักเป็นตัว ผลการทดลองที่ได้ยังไม่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้ lignin เพื่อกำจัดไวรัสสองชนิดนี้ ได้ผลหรือไม่ 2. โครงการย่อย ปลากะพงขาว ทำการศึกษาเรื่อง Genetic Relatedness of Domestic Strains of Asian Seabass (Lates calcarifer) in Thailand Inferred from Microsatellite Genetic Markers: ปลากะพงขาวมีการเพาะเลี้ยงกันมานานกว่า 30 ปี โดยไม่ได้มีการจัดการทางพันธุกรรมอย่างชัดเจน ทำให้มีความกังวลว่า ประชากรโรงเพาะฟักจะมีพันธุกรรมใกล้ชิดกันจนทำให้เกิดการผสมเลือดชิดได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ คือการประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ภายในกลุ่มประชากรโรงเพาะฟัก 7 แหล่ง เทียบกับประชากรธรรมชาติ 3 แหล่ง โดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite 11 ตำแหน่ง ผลการศึกษาแสดงว่า ตัวอย่างโรงเพาะฟักส่วนใหญ่ มีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำกว่าประชากรธรรมชาติเล็กน้อย ความความสัมพันธ์ทางเครือญาติ (genetic relatedness, rxy) ของสมาชิกในประชากร พบว่า RACF-F1 ซึ่งเป็นรุ่นลูกที่คัดจาก RACF มีค่า rxy สูงที่สุด ส่วนตัวอย่างอื่นๆ มีค่า rxy ที่ไม่ต่างกัน และไม่ต่างจากประชากรธรรมชาติ จากการ assign ลูกปลากลับไปยังพ่อแม่พบว่า ในการผสมพันธุ์เป็นกลุ่มมีปลาเพียง 8 จาก 10 ตัวที่ได้ผสมพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้นลูกปลาส่วนใหญ่จะมาจากพ่อแม่เพียง 2 คู่ 3. โครงการย่อย ปลา Pangasiid ลูกผสม ปลากลุ่มปลาสวาย (Family Pangasiidae) ได้ทวีความสำคัญทางเศรษฐกิจขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องทำการศึกษา ทั้งที่เกี่ยวกับลักษณะที่สำคัญของปลาลูกผสมซึ่งในปัจจุบันนิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการค้าผลิตภัณฑ์ปลากลุ่มนี้ โครงการย่อยนี้ประกอบด้วย 2 หัวข้อ ดังนี้ 3.1 Performance of Parental Species and Their Hybrid: การศึกษานี้ทำเพื่อเปรียบเทียบลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ ของปลาสวาย ปลาเผาะ และปลาลูกผสม (สวายเผาะ) ปลาเผาะเป็นปลาที่มีเนื้อขาว เป็นที่ต้องการของตลาด แต่มีไข่จำนวนน้อย เกษตรกรจึงใช้ไข่ปลาสวาย ซึ่งเป็นปลาที่มีไข่ดก ผสมกับน้ำเชื้อปลาเผาะ การทดลองทำโดยนำลูกปลาทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น มาเลี้ยงในกระชัง ในอัตราปล่อย 45 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร 3 ซ้ำ เลี้ยงเป็นเวลา 303 วัน ผลการทดลองแสดงว่า ปลาลูกผสมมีลักษระต่างๆต่ำกว่าพ่อแม่ ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ อัตรารอด เปอร์เซ็นต์เนื้อแล่ ความแน่นเนื้อ ส่วนอัตราแลกเนื้อไม่แตกต่างกัน สีของเนื้อ (พิจารณาจากปริมาณ carotenoid) ของลูกผสมมีค่าต่ำกว่าปลาสวาย แต่สูงกว่าปลาเผาะ 3.2 Species Specific Genetic Markers of Pangasiid Catfishes: ผลจากงานวิจัยในส่วนนี้ ได้เครื่องหมายพันธุกรรมสำหรับแยกชนิดปลาในกลุ่ม Pangasiids จำนวน 5 ชนิด คือ ปลาบึก (Pangasianodon gigas) ปลาสวาย (P. hypophthalmus) ปลาเผาะ (Pangasius bocourti) ปลาเทโพ (P. larnaudii) และ ปลาสวายหนู (Helicophagus leptorhynchus) โดยการใช้เทคนิค Single stranded conformation polymorphism (SSCP) ซึ่งจากการทดสอบในไพรเมอร์จำนวน 7 คู่ พบว่าไพรเมอร์ PL8 สามารถแยกชนิดปลาทั้ง 5 ชนิดได้ นอกจากนี้ไพรเมอร์ PL8 ยังสามารถใช้แยกลูกปลาของปลาบึก ปลาสวาย ปลาเผาะ และปลาเทโพได้ อย่างไรก็ตามไพรเมอร์ PL8 ยังไม่สามารถใช้แยกปลาลูกผสมของปลาในกลุ่มนี้ได้ 4. โครงการย่อย หอยทะเล 4.1 Genetic Diversity of the Green Mussel, Perna viridis in the Gulf of Thailand: หอยแมลงภู่เป็นสินค้าสัตว์น้ำที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยมีการเลี้ยงมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอ่าวศรีราชา การเลี้ยงหอยแมลงภู่ ใช้ลูกหอยที่ล่อจากธรรมชาติ โดยไม่ทราบที่มาที่แน่นอน จากสภาวะแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ประกอบกับการจับหอยออกจากแหล่งน้ำในปริมาณมหาศาลในแต่ละปี ทำให้เกิดความกังวลว่า ประชากรหอยจะมีพันธุกรรมเสื่อมโทรมลง จึงได้ทำการศึกษาโดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite จำนวน 5 ตำแหน่ง ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของหอยแมลงภู่รวม 11 ประชากรที่มีความแตกต่างในเชิงพื้นที่ และฤดูกาล ผลการศึกษาพบว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมของหอยแมลงภู่ในอ่าวไทยอยู่ในระดับปานกลาง และไม่มีความแตกต่างระหว่างประชากร หอยที่เก็บในพื้นที่เดียวกันแต่คนละช่วงเวลามีพันธุกรรมแตกต่างกัน ซึ่งแสดงว่า ลูกหอยที่มาเกาะนั้นลอยน้ำมาจากบริเวณอื่น 4.2 Factors Affecting Growth and Survival of Scallop (Mimachlamys senatoria): ทำการทดลองปัจจัยต่างๆคือ (1) ชนิดของแพลงก์ตอน และความหนาแน่นที่เหมาะสม ในการอนุบาลลูกหอย (2) ปริมาณการกรองกินอาหารและอัตรารอดของลูกหอยเชลล์ ในน้ำความเค็ม 4 ระดับ (3) ผลของระดับความลึกน้ำและความขุ่นต่อการเจริญเติบโตและอัตรารอดของหอยเชลล์ (4) ศึกษาผลของขนาดตาอวนต่อผลการเลี้ยงหอยเชลล์ การทดลองได้ผลที่สามารถสรุปได้เฉพาะการทดลองที่ (1) ส่วนการทดลองอื่นๆล้มเหลวเนื่องจากสาเหตุสำคัญคือมีปัจจัยอื่นๆที่ไม่ใช่ปัจจัยทดลอง มีอิทธิพลต่อข้อมูลที่ได้ ทำให้ไม่สามารถสรุปผลได้ บางการทดลองหอยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ผลการทดลองที่ (1) มีดังนี้ จากการเลี้ยงลูกหอยเชลล์ด้วยแพลงก์ตอนพืช 5 ชนิด ได้แก่ Isochrysis sp., Chaetoceros sp., Skeletonema sp., Chlorella sp. และ Tetraselmis sp. ให้ในความเข้มข้น 5,000; 20,000 และ 40,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร นาน 24 ชั่วโมง พบว่าลูกหอยเชลล์สามารถกรองกิน Chaetoceros sp. และ Isochrysis sp. ได้ดีและรวดเร็ว ที่ความหนาแน่น 5,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร ลูกหอยเชลล์ทุกชุดการทดลองรอดตาย 100 เปอร์เซ็นต์ 5. โครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการที่ได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส 2546 ขณะสิ้นสุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโส 2546 ในปี 2549 ยังมีโครงการที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสมบูรณ์จำนวน 4 โครงการ ซึ่งได้ดำเนินการต่อโดยใช้งบประมาณจากโครงการเมธีวิจัยอาวุโส 2550 ผลการศึกษาที่ได้มีดังต่อไปนี้ 5.1 Genetic Diversity of Hatchery Stocks of Pla Sawai Pangasianodon hypophthalmus in Thailand: ปลาสวายสายพันธุ์ของไทยผ่านการ domesticate มานาน (มากกว่า 20 ชั่วอายุ) โดยเริ่มจากปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมในปลาสวาย 6 ประชากร ซึ่งมีการจัดการพันธุกรรมแตกต่างกันเป็น 2 แบบ คือเป็นประชากรปิด (ไม่มีการนำปลาจากประชากรอื่นเข้ามาผสม) และประชากรแบบเปิด (มีการนำปลาจากประชากรอื่น ซึ่งอาจเป็นประชากรจากแหล่งดั้งเดิม คือแม่น้ำเจ้าพระยา หรือประชากรจากต่างแหล่งซึ่งก็คือแม่น้ำโขง เข้ามาผสมเป็นครั้งคราว) และได้นำประชากรธรรมชาติในแม่น้ำเจ้าพระยา และสาขา และจากแม่น้ำโขงมาร่วมศึกษาด้วย ผลการศึกษาโดยใช้ microsatellite 5 ตำแหน่ง แสดงว่าความหลากหลายของอัลลิลในประชากรที่นำปลาจากแม่น้ำโขงมาผสม มีค่าสูงกว่าประชากรที่นำปลาจากแหล่งดั้งเดิมมาผสม และประชากรแบบปิด พบการปนเปื้อนของพันธุกรรมบางส่วนจากประชากรแม่น้ำโขง ส่วนประชากรธรรมชาติมีความหลากหลายของอัลลิลต่ำและไม่แตกต่างจากประชากรโรงเพาะฟัก 5.2 Genetic Diversity of Wild and Hatchery Stocks of Striped Catfish (Pla Sawai) Pangasianodon hypophthalmus in Vietnam: ในปัจจุบันประเทศเวียตนามส่งออกปลาสวายจากการเพาะเลี้ยงปีละหลายแสนตัน และเริ่มนำสายพันธุ์ปลาสวายจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงให้เกิดการ domestication ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาสถานะภาพปัจจุบันของปลาสวายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนต่อไป ในการศึกษานี้ใช้ microsatellite 5 ตำแหน่ง ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาสวายจากฟาร์มเลี้ยง 4 แห่ง และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 3 ประชากร ซึ่งเก็บจากแม่น้ำโขง และแม่น้ำ Bassac ในประเทศเวียตนาม เมื่อ พ.ศ. 2548 และจากอีก 1 ประชากรเก็บจากแม่น้ำ Bassac ในปี 2549 ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างทางพันธุกรรมของปลาแต่ละประชากร ไม่มีความแตกต่างระหว่างประชากรธรรมชาติและประชากรจากฟาร์ม ความหลากหลายทางพันธุกรรมก็ไม่แตกต่างกันระหว่างประชากรธรรมชาติ และประชากรเลี้ยง แสดงว่า เกษตรกรได้นำปลาจากธรรมชาติจำนวนมาก มาใช้เป็นประชากรเริ่มต้น จึงทำให้ไม่เกิดความแตกต่างทางพันธุกรรม ระหว่างปลาธรรมชาติ และปลาเลี้ยง นอกจากนั้นแล้วยังสรุปได้ว่า การ domesticate ยังเพิ่งเริ่มต้น จึงสามารถนำวิธีการจัดการพ่อแม่พันธุที่ดีเข้าไปใช้ได้ทันท่วงที 5.3 Improvement of African Catfish Clarias gariepinus Performance by Strain Crossing: หลังจากที่ได้มีการนำปลาดุกยักษ์มาเลี้ยงในประเทศไทยเป็นเวลานับศตวรรษ เกษตรกรสังเกตว่า ปลาดุกยักษ์ มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำลง ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุกรรมของปลาดุกยักษ์ โดยการนำปลาต่างประชากรมาผสมข้าม เพื่อให้ได้ลูกผสมที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง และอาจมีลักษณะทางเศรษฐกิจดีขึ้นด้วย ในการศึกษาใช้เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite 6 ตำแหน่ง ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาดุกยักษ์ จากโรงเพาะฟัก 4 แห่ง ได้แก่ สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม และนครสวรรค์ พบว่า ปลา 4 ประชากรนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (นครปฐม-นครสวรรค์ และ สุพรรณบุรี-อ่างทอง) ชัดเจนตามลักษณะพันธุกรรม ดังนั้นจึงเลือกตัวแทนแต่ละกลุ่มประชากรมาผสมข้ามกัน โดยใช้ประชากร อ่างทอง ผสมกับนครปฐม ลูกผสมที่ได้มีค่าทางอิมมูนวิทยา (mean phagocytosis) ดีขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อแม่ (heterosis=70.97%; P<.01) อย่างไรก็ตามลักษณะอื่นๆ [ความยาวลำตัว และน้ำหนัก,ค่าความต้านทานจำเพาะต่อ Aeromonas hydrophila (antibody titre), phagocytic index และ ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ในเพศผู้] ไม่แตกต่างระหว่างลูกผสมกับเฉลี่ยของพ่อแม่ 5.4 Genetic Impacts of the Dissemination of the GIFT Strain Nile tilapia in Thailand: ปลานิลเป็นปลาพื้นเมืองของทวีปอาฟริกา ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 และตั้งแต่นั้นมาก้ได้มีการเลี้ยงเป็นการค้า ภายใต้ชื่อสายพันธุ์ จิตรลดา ในปี 2540 ได้มีการนำปลานิลปรับปรุงพันธุ์ (GIFT=Genetically Improved Farmed Tilapia) เข้ามาเลี้ยงแพร่หลายในประเทศไทย มีความเป็นไปได้มากว่าปลาสายพันธุ์ GIFT ที่นำเข้ามานี้ อาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ไม่ต้องการ นอกจากนั้นแล้ว ยังอาจทำให้ปลาสายพันธุ์จิตรลดา ในฟาร์มต่างๆปนเปื้อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาทั้งสองสายพันธุ์ การศึกษานี้ใช้เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite 14 คู่ ศึกษาประชากรปลาจากฟาร์มที่เลี้ยงปลาสายพันธุ์ GIFT 4 ฟาร์ม และฟาร์มที่เลี้ยงสายพันธุ์พื้นเมือง (จิตรลดา) 2 ฟาร์ม ใช้ประชากรเทียบเคียงจากแหล่งต่างๆ คือ ปลาสายพันธุ์GIFT ชั่วอายุที่ 9 สายพันธุ์จิตรลดา ประชากรปลานิลจาก Ivory Coast และ Uganda ปลาหมอเทศ O. mossambicus และ ปลา O. aureus ผลการศึกษาพบว่าปลาสายพันธุ์ GIFT จากฟาร์ม 3 ใน 4 ฟาร์ม ยังคงเป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ และความหลากหลายทางพันธุกรรมไม่ลดเลย ปลาสายพันธุ์ GIFT จากโรงเพาะฟัก 1 แห่งเกิดการปนเปื้อนกับปลาสายพันธุ์จิตรลดา ในทำนองเดียวกัน การปนเปื้อนจากสายพันธุ์ GIFT สู่สายพันธุ์จิตรลดาก็เกิดขึ้น พบการปนเปื้อนจากพันธุกรรมปลาหมอเทศ ในปลา GIFT และประชากรปลาสายพันธุ์จิตรลดาในฟาร์มหนึ่ง อย่างไรก็ตามพบว่าการปนเปื้อนมีผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมมีค่าสูงขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังได้ศึกษาประชากรปลานิลในแหล่งน้ำของไทย เพราะปลาเหล่านี้เป็นผลผลิตสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวประมงสมัครเล่นจำนวนมาก การศึกษาโดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite 14 คู่ ศึกษาประชากรปลานิลจาก บึงบรเพ็ด อ่างเก็บน้ำบางพระ และบึงสามร้อยยอด ผลการศึกษาแสดงว่า ประชากรปลานิลในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งมาจากปลาสายพันธุ์จิตรลดา แต่พบการปนเปื้อนทางพันธุกรรมจากสายพันธุ์ GIFT ในปลาประชากรจากบึงบรเพ็ด และบางพระ ส่วนประชากรสามร้อยยอด พบการปนเปื้อนจากปลาหมอเทศ ความหลากหลายทางพันธุกรรมภายในประชากรมีค่าสูงในประชากร บางพระ ค่อนข้างต่ำในประชากรบึงบรเพ็ด และสามร้อยยอด 6. โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากโครงการเมธีวิจัยอาวุโส กรมประมงได้เพาะพันธุ์ปลาหลายชนิดเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเพื่อการอนุรักษ์ แต่เนื่องจากเทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาบางชนิด เช่น ปลากะรังหน้างอน และปลาแดง ยังไม่พัฒนามากนัก ทำให้เกิดความกังวลว่า effective population size (Ne) ของประชากรพ่อแม่พันธุ์มีค่าต่ำ กรมประมงจึงได้ประสานคณะผู้วิจัยเพื่อทำการศึกษา ในปลา 2 ชนิดนี้ ผลการศึกษามีดังนี้ 6.1 Novel Microsatellites for Multiplex PCR of the Humpback Grouper, Cromileptes altivelis (Valenciennes, 1828), and Application for Broodstock Management: ปลากะรังหน้างอน เป็นปลาราคาสูง ศูนย์วิจัยพัฒนาประมงชายฝั่งระยอง สามารถเพาะปลาชนิดนี้ได้สำเร็จ โดยปล่อยให้ผสมพันธุ์แบบหมู่ วิธีการนี้ มักจะให้ค่า effective population size (Ne) ต่ำ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาผลของการผสมพันธุ์ปลากะรังหน้างอน ในการศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนาเครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite สำหรับปลากะรังหน้างอน จำนวน 8 คู่ จากนั้นนำไปศึกษาตัวอย่างปลา 3 ประชากร คือ ประชากรพ่อแม่พันธุ์ (P) ประชากรรุ่นลูก (G1) และประชากรที่นำมาจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆเพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป (PP) ผลการศึกษาแสดงว่า ประชากรพ่อแม่พันธุ์มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงกว่ารุ่นลูก ส่วนประชากร PP นั้นมีความหลากหลายของอัลลิลในภาพรวมค่อนข้างต่ำกว่าพ่อแม่พันธุ์ P ค่า Ne ที่คำนวณได้จากวิธี genetic disequilibrium มีค่าเท่ากับ 30 ตัว สำหรับประชากรพ่อแม่พันธุ์รุ่นแรก 13.8 ตัว สำหรับลูกรุ่นที่ 1 และ 18 ตัว สำหรับพ่อแม่พันธุ์รุ่นใหม่ ส่วนการคำนวณด้วยค่า heterozygote excess ได้ค่า Ne เท่ากับ 10.3, infinity และ 18.2 สำหรับ พ่อแม่พันธุ์รุ่นแรก ลูกรุ่นที่ 1 และพ่อแม่พันธุ์รุ่นใหม่ ตามลำดับ 6.2 Loss of genetic variation of Phalacronotus bleekeri (Günther, 1864) in the hatchery stocks as revealed by the newly developed multiplex PCRs microsatellites: นักวิชาการกรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาแดง และในปัจจุบันได้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไว้ 2 รุ่นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดชัยนาท และได้ใช้ลูกปลาจากสต็อคเหล่านี้ปล่อยลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มผลผลิต เนื่องจากมีความกังวลว่าปลาพ่อแม่พันธุ์จะสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม จึงได้ทำการศึกษานี้เพื่อประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรพ่อแม่ปลาแดง 2 รุ่นเทียบกับประชากรธรรมชาติ ในการศึกษาได้พัฒนาเครื่องหมายพันธุกรรม microsatellites สำหรับปลาแดง 7 คู่ (นำมาใช้ศึกษา 6 คู่) จากนั้นนำไปศึกษาจีโนไทพ์ของตัวอย่างพ่อแม่ปลาแดงในโรงเพาะฟักของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท 2 ประชากร ได้แก่ ประชากรที่ได้จากการเพาะพันธุ์ในปี 2542 และ 2549 และตัวอย่างจากปลาธรรมชาติในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าศูนย์ฯ ผลการศึกษาแสดงว่า ความหลากหลายของอัลลิลของประชากรโรงเพาะฟักต่ำกว่าประชากรธรรมชาติ 1.5 เท่า โดยที่ heterozygosity ไม่แสดงความแตกต่าง Bayesian assignment จำแนกปลาแต่ละตัวจากประชากรธรรมชาติลงในกลุ่มประชากรธรรมชาติ 100% แสดงว่าประชากรโรงเพาะฟักที่มีการปล่อยลงในแหล่งน้ำก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีส่วนใน genepool ของประชากรธรรมชาติเลย |
| บรรณานุกรม | : |
อุทัยรัตน์ ณ นคร . (2555). การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-2.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อุทัยรัตน์ ณ นคร . 2555. "การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-2".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อุทัยรัตน์ ณ นคร . "การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-2."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print. อุทัยรัตน์ ณ นคร . การประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน-2. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.
|
