| ชื่อเรื่อง | : | ผลของการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง |
| นักวิจัย | : | นันทกา แก้วเฉย |
| คำค้น | : | หลอดเลือดสมอง -- โรค , หลอดเลือดสมอง -- โรค -- ผู้ป่วย -- การฟื้นฟูสมรรถภาพ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | รวิวรรณ นิวาตพันธุ์ , คำแก้ว ไกรสรพงษ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/16872 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของการฝึกกิจกรรมตามหลักปรัชญามอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอก ในแผนกกายภาพบำบัดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น10คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 5 คน ด้วยวิธีการจัดสรรแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คัดกรองกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (The Barthel ADL Index) ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมได้รับการวัดคะแนนโดยใช้แบบวัดความหวัง Herth Hope Index (HHI) และวัดผลค่าแรงบีบมือ ในช่วงก่อนและหลังทดลอง โดยในกลุ่มทดลองได้รับการฝึกกิจกรรมตามหลักปรัชญามอนเตสซอรี่ ซึ่งดำเนินการสัปดาห์ละ2ครั้ง ครั้งละ2ชั่วโมง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ทดสอบคือ t-test และPearson's Correlation Coefficient ผลการศึกษาพบว่า 1. กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของแรงบีบมือและคะแนนความหวัง ภายหลังเข้าร่วมฝึกกิจกรรม มากกว่าก่อนเข้าร่วมการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05 2. ค่าเฉลี่ยของค่าแรงบีบมือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังการฝึก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.01 โดยกลุ่มทดลองมีค่ามากกว่ากลุ่มควบคุม 3. ผลต่างของค่าเฉลี่ยของค่าแรงบีบมือก่อนและหลังทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับp<0.05 4. ค่าเฉลี่ยคะแนนความหวังระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังการฝึก มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับp<0.05 โดยกลุ่มทดลองมีค่ามากกว่ากลุ่มควบคุม 5. ผลต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความหวังก่อนและหลังทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 6. ค่าแรงบีบมือและคะแนนความหวังมีความสัมพันธ์กันในระดับน้อย สรุป จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มทดลองมีผลทำให้ค่าแรงบีบมือเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม และมีคะแนนความหวังเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนทดลอง ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตประจำวันอีกทางหนึ่ง อันเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง |
| บรรณานุกรม | : |
นันทกา แก้วเฉย . (2552). ผลของการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นันทกา แก้วเฉย . 2552. "ผลของการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นันทกา แก้วเฉย . "ผลของการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print. นันทกา แก้วเฉย . ผลของการฝึกกิจกรรมแบบมอนเตสซอรี่ต่อแรงบีบมือและความหวังของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.
|
