ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา
นักวิจัย : อิสริยะ อนนตพันธ์
คำค้น : กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- อายุความ , กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- หนี้ , คำพิพากษาศาล
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิติศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/16441
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552

เนื่องด้วยในระบบกฎหมายไทยมีกรอบเวลาที่เกี่ยวข้องกับหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ 2 กรอบเวลา ได้แก่ อายุความของสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาล ที่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ประการหนึ่ง และระยะเวลาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 อีกประการหนึ่ง ซึ่งที่เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าเป็นคนละเรื่องกัน การปรับใช้กฎหมายและผลทางกฎหมายก็แตกต่างกัน เช่น การเริ่มนับ การสะดุดหยุดลง และการสละประโยชน์ เป็นต้น แต่จากการศึกษาพบว่ายังมีขอบเขตการบังคับใช้ที่ไม่ชัดเจนและซ้อนทับกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหนี้ตามคำพิพากษามาเป็นมูลฟ้องคดีล้มละลายหรือยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงนำมาสู่ประเด็นปัญหาที่ว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องจนศาลมีคำพิพากษาแล้ว มีหรือควรมีอายุความอีกหรือไม่ และหากมีแล้วจะมีความไม่สอดคล้องหรือขัดแย้งกับระยะเวลาร้องขอให้บังคับคดีหรือไม่ประการใด วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์มุ่งศึกษาปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการที่หนี้ตามคำพิพากษามีอายุความ ทั้งปัญหาในการปรับบทเบ็ดเสร็จทั่วไปว่าด้วยอายุความ ปัญหาความไม่สอดคล้องกับกฎหมายลักษณะอื่นในระบบกฎหมายไทย เช่น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายล้มละลาย และปัญหาขอบเขตการตีความและบังคับใช้อายุความของสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาล ที่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32 โดยศึกษาหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายเยอรมัน ตลอดจนแนวทางการตีความและปรับใช้จากแนวคำพิพากษาฎีกา เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องเป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักกฎหมายไทยที่มีอยู่ จากการศึกษาแล้วพบว่า ในระบบกฎหมายเยอรมันนั้น มิได้มีกรอบเวลาที่เกี่ยวข้องกับหนี้ตามคำพิพากษา 2 กรอบเวลาอย่างเช่นระบบกฎหมายไทย แต่มีเพียงอายุความของสิทธิเรียกร้องที่ตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้เป็นกรอบเวลาในการร้องขอบังคับคดีด้วย แต่เนื่องด้วยในระบบกฎหมายไทยมีทั้งอายุความตามกฎหมายสารบัญญัติ และระยะเวลาร้องขอให้บังคับคดีตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าควรใช้ประเภทของคำพิพากษา เป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยกขอบเขตในการบังคับใช้กรอบเวลาเกี่ยวกับหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสอง กล่าวคือ หากเป็นหนี้ตามคำพิพากษาเชิงบังคับซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องเป็นคดีแพ่งได้อีก เพราะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามก็ไม่ควรมีอายุความสำหรับใช้สิทธิเรียกร้องอีก แต่ต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 แต่หากเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาแสดงสิทธิหรือคำพิพากษาตั้งหลักฐานสิทธิ ซึ่งเจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อต่อยอดแห่งสิทธิได้โดยไม่เป็นการฟ้องซ้ำ เมื่อเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องแล้วจึงต้องตกอยู่ในบังคับของอายุความ นั่นคือ อายุความของสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32 เมื่อตีความและบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้ นอกจากสามารถแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการปรับใช้กฎหมายที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักกฎหมายไทยที่มีอยู่ด้วย

บรรณานุกรม :
อิสริยะ อนนตพันธ์ . (2552). อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อิสริยะ อนนตพันธ์ . 2552. "อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อิสริยะ อนนตพันธ์ . "อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print.
อิสริยะ อนนตพันธ์ . อายุความของหนี้ตามคำพิพากษา. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.