| ชื่อเรื่อง | : | ศักยภาพของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนปีที่ 1 ในที่นา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ |
| นักวิจัย | : | อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง |
| คำค้น | : | ข้าวโพดฝักอ่อน , ปุ๋ยอินทรีย์ , เชียงใหม่ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG51N0002 , http://research.trf.or.th/node/6038 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาผลของปัจจัยการผลิตอินทรีย์ต่อการพัฒนาคุณภาพของดิน การเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อนอินทรีย์ รวมทั้งการสำรวจโรคและแมลงได้ทำต่อเนื่องในระบบการปลูกพืช 1 ปี (ข้าวโพดรุ่นที่ 1-ข้าวโพดรุ่นที่ 2-ข้าว) ของปี 2550-2551 ในแปลงสาธิตเดิม (แปลงสุเทพและยุทธชาญ) และแปลงสาธิต (แปลงวิรัติ) สืบเนื่องจากการศึกษาวิจัยเพียงฤดูปลูกข้าวโพดฝักอ่อนอินทรีย์เพียงฤดูเดียวในปี 2549 และ 2550 โครงการคู่ขนานของโครงการนี้คือโครงการโรงเรียนเกษตรกรเพื่อเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการวางแผนการทดลอง สำรวจ และสรุปผลการเจริญเติบโตของพืชในแปลง จากการปรับปรุงดินในแปลงสุเทพ และแปลงยุทธชาญ ซึ่งเป็นแปลงสาธิตทดลอง มาตั้งแต่ปี 2549 (เฉพาะแปลงสุเทพ) ปี 2550 และเพิ่งทำต่อเนื่องตลอดปีในปี 2550-2551 พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณสมบัติด้านเคมีของดินและธาตุอาหารในดินเกือบทุกค่าที่วัดได้ปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น ได้แก่ ค่าพีเอช ค่าเปอร์เซ็นต์ไนโตรเจน โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งเริ่มส่งผลให้ผลผลิตแปลงยุทธชาญในรุ่นที่ 1 ได้เฉลี่ยเป็น 135 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนแปลงคุณสุเทพส่งผลดีในผลผลิตข้าวโพดรุ่นที่ 2 ได้ผลผลิตเฉลี่ยเป็น 201 กิโลกรัมต่อไร่ ผลต่อเนื่องของการใช้ปัจจัยการผลิตอินทรีย์ช่วงปลูกข้าวโพดไปยังการปลูกข้าวพบว่า การเจริญเติบโตของข้าวในแปลงอินทรีย์ไม่แตกต่างจากแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมี ส่วนการสำรวจโรคและแมลงศัตรูพืชในแปลงข้าวโพดอินทรีย์นั้นแทบจะไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืชเลย โรคข้าวโพดที่พบบ้างคือโรคใบไหม้แผลใหญ่ของข้าวโพดเกิดจากเชื้อราสกุล Exerohilum ซึ่งก็พบน้อยมาก แต่ในข้าวปีนี้พบโรคหลาว หรือ โรคถอดฝักดาบ (Bakanae) ทั่วไปในแปลงข้าวอินทรีย์ซึ่งก็พบในแปลงเคมีอื่นๆ ด้วย และคาดว่าน่าจะติดมากับเมล็ดพันธุ์จากการศึกษาทดลองในแปลงสาธิตข้าวโพดและข้าวโดยมีกระบวนการเรียนรู้ของนักวิจัยชุมชนและสมาชิกกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมวางแผน ทดลอง และสรุปผลกับนักวิชาการ ได้เกิดเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่เอื้อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ประสานประโยชน์ให้ทั้งเกษตรกร ชุมชน และนักวิชาการ ทำให้นักวิจัยชุมชนและสมาชิกกลุ่มเกษตรกรได้มีการพัฒนาศักยภาพการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนได้ในระดับที่น่าพอใจ จากการที่ผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนดีขึ้นเป็นลำดับนั้น ทำให้เกษตรกรมองเห็นแนวทางความเป็นไปได้ของการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนอินทรีย์ที่มีแนวโน้มในอนาคตที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงมากขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตน่าจะลดลง การได้พบปะกันของนักวิจัยชุมชนและสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ทำให้นอกจากได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางสังคม ก็ก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันอีกด้วย การใช้ปุ๋ยหมักของเกษตรกรส่งผลให้มีการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแทนการเผาเศษพืชทำให้ลดมลภาวะทางอากาศลงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อมีการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่การเกษตรแล้ว ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนของสารเคมีดังกล่าวสู่แหล่งน้ำของชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย จากกระบวนการ การจัดการในระบบเกษตรอินทรีย์โดยรวมดังกล่าวนี้นั้นหากทำอย่างต่อเนื่องแล้ว แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบด้านบวกให้ชุมชน ในการพัฒนาทั้งด้าน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเมื่อมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็สามารถพัฒนาชุมชนไปสู่สังคมที่เอื้ออาทรแบบยั่งยืนได้โดยไม่ยากนัก |
| บรรณานุกรม | : |
อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . (2552). ศักยภาพของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนปีที่ 1 ในที่นา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . 2552. "ศักยภาพของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนปีที่ 1 ในที่นา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . "ศักยภาพของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนปีที่ 1 ในที่นา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print. อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . ศักยภาพของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนปีที่ 1 ในที่นา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.
|
