| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา ลือกาเวาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี |
| นักวิจัย | : | สุวัฒชัย ไทรสังขชวชิต |
| คำค้น | : | กะเหรี่ยง , กาญจนบุรี , บ้านสะเนพ่อง , ลือกาเวาะ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG51M0006 , http://research.trf.or.th/node/6035 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา “ลือกาเวาะ” เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1)เพื่อรวบรวมภูมิปัญญา “ลือกาเวาะ” ที่เกี่ยวกับไร่หมุนเวียน และหาคำอธิบายความเชื่อต่าง ๆ 2)เพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟูภูมิปัญญาและแนวทางในการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมกับวิถีปัจจุบัน และ 3) เพื่อหาแนวทางในการถ่ายทอดและสืบทอดภูมิปัญญาต่อไปขอบเขตการศึกษาเฉพาะบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมีทั้งการค้นคว้าจากเอกสาร หนังสือ บทความ งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ต่าง ๆ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การพูดคุยและสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นรายบุคคลโดยมีแนวคำถามช่วยในการหาคำตอบ และตรวจสอบข้อมูลโดยใช้เทคนิคสามเส้าและในเวที ผลการวิจัยพบว่า 1) “ลือกาเวาะ” เป็นเรื่องของสังคมโลก สังคมมนุษย์ สภาพแวดล้อมรอบตัว การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม และคนกับธรรมชาติ ทั้งการทำมาหากิน การดูแลรักษาโรคงานบุญ ประเพณี วัฒนธรรม การเล่นดนตรี การรำ การประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นลือกาเวาะ หลักคิด “ลือกาเวาะ” จึงเป็นเสมือนแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สอนให้คนอยู่อย่างพอดี อยู่อย่างพอประมาณ รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างมีเหตุผลและรู้คุณค่าแต่หลักคิดลือกาเวาะไม่อาจอยู่ได้เพียงลำพังจะต้องมีหลักคิด“ถ่งเมียเวาะ” ที่เกี่ยวกับสัจธรรม หลักธรรมคำสอนทางศาสนาเข้ามาทำให้เกิดความพอดี และมีหลักคิด “เรียเจียเวาะ” สำหรับผู้มีอำนาจใช้กำหนดกฎระเบียบการอยู่ร่วมกันในชุมชนเพื่อความเสมอภาค ซึ่งทั้ง 3 เวาะนี้ต้องอยู่เสมอกัน ไม่ควรให้เวาะใดเวาะหนึ่งสูงเกินเพราะจะก่อให้เกิดปัญหา 2) การปลูกข้าวไร่จะเริ่มในเดือนมกราคม ใช้พื้นที่ป่าไผ่แต่ต้องไม่เลือกพื้นที่ข้อห้ามความเชื่อ เช่น พื้นที่ ๆ มีลักษณะเป็นหลังเต่า หลังช้าง, พื้นที่ที่มีน้ำผุดขึ้นจากพื้นดิน,พื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนของลับผู้หญิง, ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนนกกระสาบิน, พื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนลิ้นยักษ์, พื้นที่ก้นกระทะ, พื้นที่ติดภูเขาหิน เป็นต้น เมื่อเลือกพื้นที่ได้แล้วจึงฟันไร่ ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ชาวบ้านจะเผาไร่เพื่อให้ดินสุก ให้เศษไม้กลายเป็นปุ๋ยแล้วปลูกผัก เช่น พริก ผักชี ทิ้งไร่ไว้ประมาณ 1 เดือนจึงกลับมารื้อไร่ ปลูกกระต๊อบ ปลูกผัก เดือนพฤษภาคมดายหญ้าเตรียมพื้นที่สำหรับหยอดข้าวในเดือนมิถุนายน เมื่อถึงช่วงหยอดข้าว ก่อนหยอดข้าวจะทำ “บือชีเบาะ” ปลูกข้าวเก้ากอเพื่อเป็นแม่ข้าว แล้วจึงหยอดข้าวในไร่ต่อ การหยอดข้าวจะใช้ไม้ไผ่เสียบไปที่หัวเสียมแล้วเจาะดินเป็นหลุมเพื่อให้คนเดินตามหลังหยอดเมล็ดข้าว ชนิดของพันธุ์ข้าวที่หยอดขึ้นอยู่กับความชอบและถูกชะตากับคนปลูก พันธุ์ข้าวที่หยอดมีหลายพันธุ์ มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว มีทั้งพันธุ์ดั้งเดิมและพันธุ์ที่แลกเปลี่ยนมา ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ข้าวทยอยสุกเหลือง ข้าวที่สุกก่อนจะถูกเก็บเกี่ยวจนเหลือข้าวที่สุกสุดท้ายจะเหลือไว้เก้ากอเป็นพิบือโย และจากพิบือโยไปหาบือชีเบาะเหลือไว้ 1 แถวเป็นสะพาน เมื่อเกี่ยวส่วนอื่นจนหมดจึงมาเกี่ยวพิบือโย สะพาน และบือชีเบาะ ข้าวที่อยู่ในบือชีเบาะจะเก็บไว้ส่วนหนึ่งเป็นบือหมูเพื่อใช้ในพิธีฟาดข้าว ก่อนการฟาดข้าวแม่บ้านจะเรียกขวัญพิบือโยแล้วเอาพิบือโยมาฟาด ลูกหลานเอาสะพานมาฟาด คนที่มาช่วยเอาข้าวในกองมาฟาดแล้วพัก ทำแบบนี้จนครบ 3 รอบแล้วจึงช่วยกันฟาดข้าวจนหมด วันรุ่งขึ้นจึงโบกข้าวและตวงข้าวขึ้นยุ้ง (ปัจจุบันตวงข้าวใส่กระสอบแล้วเก็บ ไว้ในกระต๊อบ) เดือนธันวาคมประกอบพิธีกรรมกินข้าวใหม่เพื่อขอบคุณข้าวและเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้มีข้าวกิน 3) การนำภูมิปัญญาลือกาเวาะมาปรับใช้ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเหมาะสมกับการเป็นชุมชนที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ภูมิปัญญาลือกาเวาะคงอยู่และแนวทางที่จะถ่ายทอดให้กับลูกหลานได้ดีที่สุดคือการเปิดพื้นที่ให้ลูกหลานได้มีโอกาสเรียนรู้การนำภูมิปัญญาลือกาเวาะมาปรับใช้ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินร่วมไปกับผู้ใหญ่ ข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาและหาแนวทางในการฟื้นฟูและถ่ายทอด ซึ่งภูมิปัญญาไร่หมุนเวียนจะคงอยู่สืบต่อไปได้ก็ต้องอาศัยป่า อาศัยธรรมชาติ ถ้าขาดธรรมชาติ ไร่หมุนเวียนก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นการจะรักษาป่า รักษาไร่หมุนเวียน และภูมิปัญญาให้คงอยู่และเคียงคู่กันต่อไปจำต้องนำภูมิปัญญามาปรับใช้ในการดูแลรักษาป่า รักษาไร่หมุนเวียนโดยให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้เหมาะสมกับการเป็นชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเช่นเดียวกัน จึงควรขยายผลงานวิจัยครั้งนี้ให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินที่เหมาะสมกับชุมชน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรให้การยอมรับได้ |
| บรรณานุกรม | : |
สุวัฒชัย ไทรสังขชวชิต . (2553). การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา ลือกาเวาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุวัฒชัย ไทรสังขชวชิต . 2553. "การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา ลือกาเวาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุวัฒชัย ไทรสังขชวชิต . "การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา ลือกาเวาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. สุวัฒชัย ไทรสังขชวชิต . การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา ลือกาเวาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
