ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน
นักวิจัย : สมนึก สังฆานุภาพ
คำค้น : การกลายพันธุ์ , การดื้อยา , จีโนทัยป์ , ประเทศไทย , เอชไอวี
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RMU5180018 , http://research.trf.or.th/node/5364
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

หลังจากที่มีการเร่งใช้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี มาเป็นเวลากว่าสิบปี ข้อมูลเกี่ยวกับการดื้อยาปฐมภูมิในผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็ยังมีอยู่จำกัด การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินความชุกของการดื้อยาไวรัสแบบปฐมภูมิในประเทศไทยและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเชิงสังเกตแบบไปข้างหน้าได้ทำขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยที่ไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อน ในช่วงปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2553 โดยทำการศึกษาชนิด (subtype) และการกลายพันธุ์ (mutation) ของเอชไอวีด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมบริเวณ pol gene ของไวรัสเอชไอวี และวิเคราะห์หาตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่แนะนำให้ใช้ในการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านไวรัสปฐมภูมิโดยองค์การอนามัยโลก (surveillance drug resistance mutations หรือ SDRMs) การดื้อยาปฐมภูมินิยามโดยการพบ SDRM > 1 ตำแหน่ง จากจำนวนผู้ป่วย 466 รายที่มีอายุเฉลี่ย 38.8 ปี ร้อยละ 58.6 เป็นเพศชายความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่เป็นแบบรักต่างเพศ (heterosexual) คิดเป็นร้อยละ 77.7 ร้อยละ 16.7 เป็นรักร่วมเพศ (homosexual) และร้อยละ 5.6 ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ค่ากลางของระดับ CD4 และปริมาณไวรัส (HIV-1 RNA) คือ 176 เซลล์/ลบ.มม. และ 68,600 ก็อบปี/มล. ตามลำดับ subtype ของเอชไอวีส่วนใหญ่เป็นชนิด CRF01_AE (ร้อยละ 86.9) ที่เหลือเป็นชนิด B (ร้อยละ 8.6) และ recombinant อื่นๆ (ร้อยละ 4.5) ความชุกของการดื้อยาปฐมภูมิคือร้อยละ 4.9 ผู้ติดเชื้อที่มีการดื้อยาปฐมภูมิส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.9) มีการดื้อต่อยาต้านไวรัสเพียงกลุ่ม (class) เดียว ความชุกของการดื้อยาแต่ละกลุ่มพบว่าเท่ากับร้อยละ 1.9, 2.8, และ 1.7 สำหรับยากลุ่ม NRTI, NNRTI, และ PI ตามลำดับ จากการวิเคราะห์แบบ logistic regression พบว่าไม่มีปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับการดื้อยาปฐมภูมิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีแนวโน้มที่การดื้อยาปฐมภูมิจะพบสูงกว่าในเพศหญิง [odd ratio 2.18; 95% confidence interval, 0.896-5.304; p=0.086] โดยสรุปแล้ว การดื้อยาปฐมภูมิอุบัติขึ้นอย่างชัดเจนในประเทศไทยหลังจากที่มีการเร่งใช้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี มาเป็นเวลากว่าสิบปี ถึงแม้ว่าการตรวจหาการดื้อยาต้านไวรัสทางห้องปฏิบัติการก่อนการเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีจะไม่เป็นที่แนะนำในประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร ผลการศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีจำนวนหนึ่งที่อาจประสบปัญหาการรักษาล้มเหลวแต่แรกเริ่ม ควรมีการหาแนวทางในการป้องกันการแพร่เชื้อดื้อยาและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

บรรณานุกรม :
สมนึก สังฆานุภาพ . (2555). โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมนึก สังฆานุภาพ . 2555. "โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมนึก สังฆานุภาพ . "โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print.
สมนึก สังฆานุภาพ . โครงการประเมินและติดตามเชื้อเอชไอวีดื้อยาปฐมภูมิในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อได้ไม่นาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.