ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552
นักวิจัย : กนกวรรณ มะโนรมย์
คำค้น : เกษตรแบบมีพันธะสัญญา , เมืองคู่มิตร
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5210020 , http://research.trf.or.th/node/5173
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์นโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญาเมืองคู่มิตรระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีและแขวงจำปาสัก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และ เพื่อหารูปแบบนโยบาย (Policy model) ที่เหมาะสมเกี่ยวกับโครงการเกษตรแบบมีพันธะสัญญา ระหว่างเมืองคู่มิตรดังกล่าว การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยทั้งแบบคุณภาพและใช้ข้อมูลจากการเก็บแบบสอบถามจาก 102 ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแบบมีพันธะสัญญาภายใต้โครงการ ‘ตลาดข้อตกลงสินค้าเกษตร’ ของเกษตรกรขนาดเล็กที่ปลูกกะหล่ำปลี 13 หมู่บ้านในอำเภอปากซ่อง แขวงจำปาสัก แนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การข้ามชาติ นโยบายสาธารณะจากเบื้องล่าง การเปลี่ยนแปลงสังคมเกษตรกรรม เกษตรแบบมีพันธะสัญญา และ เมืองคู่มิตร ในทางวิชาการ งานศึกษานี้พบว่านโยบายเกษตรแบบมีพันธะสัญญาข้ามชาติระหว่างเมืองคู่มิตรอุบลราชธานีและจำปาสักเกิดยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ซึ่งเป็นผลมาจากการบูรณาการทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง รัฐระดับภูมิภาคของไทยและลาวมีฐานะเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการค้า (Trade facilitator) อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกทางการค้า (facilitation) ข้ามชาติเดิมที่ดีอยู่แล้ว เช่น ตลาดค้า-ส่ง ถนน ด่านศุลกากร และการขนส่งที่สะดวก พร้อมๆกับการผลักดันให้ทางการของลาวและแขวงจำปา-สักขยายการพัฒนาเครื่องอำนวยความสะดวกทางการค้าเช่นการพัฒนาตลาดกลางเพื่อเกษตรกรและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศ นอกจากนี้ การดำเนินการเกษตรแบบพันธะสัญญาข้ามชาตินี้สะท้อนความให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรจากการผลิตเพื่อยังชีพในท้องถิ่นมาสู่การค้าเชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาค เกษตรกรตัดสินใจเข้าร่วมโครงการด้วยเหตุผลสำคัญเรื่องผลตอบแทนทางรายได้จาการค้าข้ามชาติและการมีตลาดต่างประเทศที่แน่นอน ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ที่ดีระดับระหว่างประเทศของเมืองคู่มิตรที่สนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนระดับจังหวัด งานศึกษานี้พบว่าโครงการเกษตรแบบพันธะสัญญาสนับสนุนนโยบายการเมืองคู่มิตรระหว่างอุบลราชธานีและจำปาสักเนื่องจากทำให้ทั้งสองเมืองมีส่วนเพิ่มการกระชับความสัมพันธ์กันทางการค้าข้ามชาติ สามารถชักนำให้เกษตรกรขนาดเล็กชาวลาวและผู้ค้ารายย่อยชาวไทยเข้าร่วมโครงการและได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระดับหนึ่งรวมทั้งความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างประเทศ ผ่านระบบการช่วยเหลือและพึ่งพาระหว่างกันในลักษณะการแบ่งงานกันทำ ในที่นี้เมืองจำปาสักมีฐานะผู้ผลิตสินค้า เมืองอุบลราชธานีในฐานะแหล่งตลาดสำคัญ ในแง่นโยบายปัจจุบันของเกษตรแบบมีพันธะสัญญาระหว่างอุบลราชธานีและจำปาสัก พบว่าทางการทั้งสองจังหวัดไม่ได้เรียกการค้าข้ามพรมแดนดังกล่าวว่า ‘เกษตรแบบมีพันธะสัญญา’ แต่ทางการทั้งสองฝ่ายเห็นชอบใช้ชื่อว่า ‘ตลาดข้อตกลงสินค้าเกษตร’ แทน เนื่องจากจะเป็นข้อจำกัดต่อสินค้าที่ค้าขายนอกกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง เช่น กะหล่ำปลีที่ใช้เป็นกรณีศึกษาเป็นสินค้าที่อยู่นอกรายการของกรอบดังกล่าว การปฏิบัติภายใต้ข้อตกลงทางการเกษตรในโครงการ ‘ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร’ แทบไม่ได้ดำเนินตามนิยามสากลของ ‘เกษตรแบบมีพันธะสัญญา’ เพียงแต่ทางการอาศัยช่องทางของยุทธศาสตร์ ACMECS มาเป็นแนวทางและปรับใช้เพื่อการพัฒนานโยบายความร่วมมือข้ามชาติด้านการค้าให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นซึ่งเกษตรกรเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิดนอกเหนือจากรายการสินค้าเกษตรของ ACMECS ในทางปฏิบัติพบว่า ข้อตกลง ‘ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร’ เป็นข้อตกลงที่ประเทศไทยจะสั่งสินค้ากะหล่ำปลีจากลาวเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงที่กะหล่ำปลีในไทยขาดตลาด มีลักษณะการให้ผู้ซื้อชาวไทยทำสัญญากับผู้ประกอบการลาวหรือนายหน้าโดยมีเจ้าหน้าที่รัฐลงนามรับทราบและเป็นพยาน เกษตรกรลาวในฐานะผู้ผลิตไม่ได้ลงนามในสัญญาโดยตรงกับผู้ซื้อเพียงแต่ทำการค้าขายสินค้าผ่านผู้ประกอบการลาวในแง่การใช้เอกสารรองรับว่าเขาร่วมโครงการเท่านั้น และมีเพียงการประกันราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 2 บาทและให้ราคาเป็นไปตามราคาท้องตลาด ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้าที่ชัดเจนในแง่ปริมาณ การรับส่งที่ชัดเจน รวมทั้งในเรื่องคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เมื่อซื้อขายจริงเกษตรกรลาวนำสินค้ามาขายให้ผู้ซื้อชาวไทยด้วยตนเองซึ่งเกษตรกรลาวมักจะมีการสัญญาด้วยวาจากับผู้ซื้อชาวไทยในการเรื่องการขายและการผลิต เกษตรกรต้องขนสินค้ามาส่งให้ผู้ซื้อชาวไทยที่ตลาดชายแดนวังเต่า และจ่ายค่าธรรมเนียม 14 กีบต่อกิโลกรัมที่ตลาดกลางเมืองปากซ่อง ทั้งเกษตรกรและผู้ซื้อชาวไทยมักต่อรองกันในด้านต่างๆทั้งในระหว่างการขายและหลังการผลิตแทนการกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้าก่อนการผลิตให้ชัดเจนเหมือนกับหลักการของเกษตรแบบพันธะสัญญาแบบสากลทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่า สองในสามของเกษตรกรสามารถขายกะหล่ำปลีให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้โดยง่าย 50 เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ราคามากกว่าราคาประกันขั้นต่ำ ราคาการซื้อขายเป็นไปตามราคาตลาดเป็นหลัก ดังนั้นราคาขายจึงค่อนข้างผันผวน สามารถต่อรองวันเวลาการส่งมอบสินค้าได้ตลอดเวลา ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรได้รับการสนับสนุนจากผู้ซื้อเรื่องเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ไม่พอใจรูปแบบการทำสัญญาและมักมีข้อขัอแย้งกับผู้ซื้อเรื่องราคา นอกจากการซื้อขายแล้วยังพบว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อในเรื่องการช่วยเหลือระดับครัวเรือนและการพัฒนาหมู่บ้านภายใต้ระบบอุปถัมภ์ เช่น บริจาคเงินซ่อมถนนและสร้างหลังคาศาลากลางบ้าน ซื้อข้าวสารให้เกษตรกร เสนอเงินให้ช่วงสินค้ามีราคาสูงเพื่อเป็นแรงจูงใจและซื้อความไว้ใจกับเกษตรกร อย่างไรก็ตามข้อตกลง “ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร” มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เกษตรกรมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เห็นว่า โครงการนี้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น มีตลาดแน่นอน ขณะเดียวกันพบว่าปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ รวมทั้งปัญหาอื่นๆ เช่น ราคาตกต่ำ ผันผวน ต้นทุนสูงในการผลิตและขนส่ง การขาดความรู้ความเชี่ยวชาญของเกษตรกร การตลาดและขนถ่ายสินค้าที่ไม่คล่องตัว เป็นต้น ข้อเสนอที่เป็นรูปแบบทางนโยบายของเกษตรแบบพันธะสัญญาภายใต้โครงการ “ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร” ของทั้งสองจังหวัด ควรดำเนินการดังนี้ 1) สนับสนุนให้เกษตรกรลาวมีส่วนร่วมในการลงนามสัญญาแบบเขียน (Written contract) ในข้อตกลง “ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร” ควรมีการเซ็นสัญญาสามฝ่ายระหว่าง ผู้ประกอบการ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่รัฐร่วมเป็นทั้งผู้เซ็นและพยานเพื่อให้เกษตรกรมีบทบาทและสิทธิอย่างถูกต้องตามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ 2) สนับสนุนและดำเนินการตามข้อตกลงโดยอาศัยหลักการที่เคยทำมาก่อนแล้วคือการยึดหลักความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ หลักการอะลุ่มอล่วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันและการยึดหลักเจรจาไกล่เกลี่ย (Negotiation) เมื่อเกิดข้อพิพาทในการซื้อขาย 3) รัฐบาลลาวและผู้ประกอบผู้ประกอบการชาวไทยควรสนับสนุนทุนแก่เกษตรกรที่ยากจนและกลุ่มชาติพันธุ์โดย ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาถนนสู่ชุมชนห่างไกลเพื่อเอื้อประโยชน์ในการขนส่งสินค้า อบรมให้ความรู้ด้านการเกษตร 4) ปรับปรุงรายละเอียดในข้อตกลง “ตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตร” ให้สอดคล้องกับนิยามความหมายสากลของเกษตรแบบมีพันธะสัญญาให้มากขึ้น ได้แก่ การเน้นสัญญาแบบเขียน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและผู้ซื้อชาวไทย

บรรณานุกรม :
กนกวรรณ มะโนรมย์ . (2554). การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
กนกวรรณ มะโนรมย์ . 2554. "การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
กนกวรรณ มะโนรมย์ . "การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
กนกวรรณ มะโนรมย์ . การศึกษานโยบายการพัฒนาเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551 - 2552. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.