| ชื่อเรื่อง | : | การทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | มาฆะสิริ เชาวกุล |
| คำค้น | : | ข้าว , โครงสร้างตลาดข้าว |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5120047 , http://research.trf.or.th/node/5125 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงสร้างตลาดข้าวของโลกมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรในช่วงปี 2542-2552 พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของผลรวมของส่วนแบ่งการตลาดของประเทศส่งออกสำคัญ 5 ประเทศ โดยเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 75.72 ของช่วงปี 2542-2546 มาเป็น ร้อยละ 81.09 ของช่วงปี 2547-2552 และถึงแม้ว่าราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ขาดเสถียรภาพ และจากการที่เศรษฐกิจข้าวไทยมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตลาดข้าวโลก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทยได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือ เพื่อทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย ที่อธิบายลักษณะการแข่งขันของผู้ประกอบการข้าว โดยอาศัยแบบจำลองโครงสร้างตลาด พฤติกรรมตลาดและผลการดำเนินงานของตลาด มีการตรวจสอบอำนาจในการชี้นำตลาดของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการโรงสีด้วยค่าสัดส่วนการกระจุกตัวและการส่งผ่านราคาจากราคาส่งออกไปสู่ราคาขายส่งและราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับ ในการศึกษานี้ยังได้ทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงศักยภาพการแข่งขันส่งออกข้าวของประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองส่วนแบ่งการตลาดคงที่ (Constant Market Share : CMS Model) และศึกษาประสิทธิภาพด้านราคาของตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า การแข่งขันในตลาดโลกในช่วงปี 2542-2552 มีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระหว่างประเทศไทย และเวียตนาม พิจารณาได้จากความแตกต่างของราคาส่งออกของทั้ง 2 ประเทศที่เริ่มเข้าใกล้กันในข้าวคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน การเคลื่อนไหวขึ้นลงของส่วนแบ่งการตลาดของประเทศไทยและค่าดัชนีราคาส่งออกที่ค่อนข้างใกล้คียงกับราคาเฉลี่ยของแต่ละปี นอกจากนี้ยังพบว่า ระบบเศรษฐกิจข้าวไทยต้องพึ่งพิงการค้าข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น สะท้อนจากปริมาณของข้าวที่ส่งออกมีขนาดที่ใกล้เคียงกับปริมาณของข้าวที่บริโภคในประเทศในปี 2551 คือ ประมาณร้อยละ 45 ของข้าวสารทั้งหมด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจข้าวไทย ถ้าเกิดความผันผวนในตลาดโลก การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกของข้าวส่งผลต่อการใช้อำนาจในการชี้นำตลาดของผู้ส่งออกกล่าวคือ ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ส่งออกรายใหญ่ 6 รายแรก เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากร้อยละ50.97 ในปี 2545 มาเป็นร้อยละ 53 5 ในปี 2551 ซึ่งชี้ว่าโครงสร้างตลาดระดับส่งออกเป็นโครงสร้างตลาดแบบผู้ขายน้อยราย ที่สามารถมีอำนาจในการชี้นำตลาดได้ ซึ่งผู้ส่งออกได้ผลักภาระของความเสี่ยงด้านราคาที่เกิดขึ้นในตลาดโลกมาสู่ราคาในประเทศ สะท้อนด้วยค่าความยืดหยุ่นของการส่งผ่านราคาจากราคาส่งออกมาสู่ ซึ่งการศึกษาส่วนเหลื่อมการตลาดระหว่างราคาส่งออก ขายส่ง และ ราคาที่เกษตรกรได้รับ ของข้าวขาว 5% ก็สนับสนุนข้อสรุปที่ว่ากลุ่มผู้ส่งออกยังคงเป็นผู้มีอำนาจในการชี้นำราคาตลาดในระบบเศรษฐกิจข้าวของประเทศไทย ยิ่งกว่านั้น พบว่า นโยบายจำนำข้าวที่เข้มข้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ได้ทำให้วิถีการตลาดข้าวเปลี่ยนแปลงไป โดยในปี 2551 พบว่า ข้าวเปลือกจากเกษตรกรประมาณร้อยละ 90 ไหลผ่านโรงสี ทำให้ท่าข้าวและตลาดกลางถูกลดบทบาทลงอย่างมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการยกเลิกกิจการตลาดกลางข้าวที่สำคัญ นอกจากโรงสีจะกลายมาเป็นจุดหลักรับซื้อข้าวเปลือกหลักจากเกษตรกรแล้ว การลดลงของจำนวนโรงสีขนาดใหญ่และขนาดกลาง และขนาดกำลังการผลิตของโรงสีที่เพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้โอกาสของเกษตรกรในการต่อรองราคาลดลงไปอีก ประสิทธิภาพของตลาดในการกำหนดราคาจึงลดลงไปโดยอัตโนมัติ เมื่อรัฐบาลนำโครงการจำนำข้าวที่เข้มข้นมาใช้ กลับไปซ้ำเติมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวของประเทศไทย สะท้อนจากค่าของผลกระทบด้านความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง ผลกระทบร่วมและผลกระทบจากการกระจาย จากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองส่วนแบ่งการตลาดคงที่ ที่เป็นลบมากกว่าเป็นบวกในช่วงปี 2537-2552 ที่ศึกษา การศึกษาชี้ว่า การส่งออกข้าวของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ก็เนื่องมาจากการขยายตัวของอุปสงค์ของตลาดโลกเป็นหลัก ผลการศึกษาการกระจายตลาดยังชี้อีกว่า ตัวแปรที่อธิบายความถดถอยในความสามารถที่แท้จริงในการแข่งขันส่งออกข้าวของประเทศไทยในระยะยาว คือ ประสิทธิภาพการผลิตข้าวของประเทศไทยที่ต่ำกว่าของประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ทั้งประเด็นผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำและต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆกลับพบว่า รัฐบาลให้ความสนใจในการปรับปรุงด้านนี้ไม่มากเท่าที่ควร สะท้อนจากผลผลิตต่อไร่ของข้าวนาปรังที่ค่อนข้างคงที่ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าความเสี่ยงของการส่งออกข้าวจะมีเพิ่มขึ้น แต่กลับพบว่าการใช้ประโยชน์จากตลาดซื้อขายล่วงหน้าของข้าวมาประกันความเสี่ยงด้านราคานั้นกลับมีไม่มาก ปริมาณข้าวที่ซื้อขายผ่านตลาดซื้อ ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก คือ ต้องไม่นำโครงการจำนำข้าวแบบเข้มข้นมาใช้อีกซึ่งนอกจากจะไม่กระทบต่อศักยภาพในการส่งออกข้าวแล้ว ยังทำให้ธุรกิจท่าข้าวและพ่อค้าข้าวเปลือกกลับฟื้นคืนมาอีก ซึ่งเท่ากับช่วยให้บรรยากาศของการแข่งขันรับซื้อข้าวเปลือกกลับคืนมา และแทนการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยนโยบายด้านราคาเพียงด้านเดียว รัฐควรเพิ่มความสนใจกับโครงการการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะใน 3 รายการของปัจจัยการผลิต คือ ปุ๋ย สารเคมีเกษตร และเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างจริงจัง การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ให้กับชุมชน ควรมาพร้อมกับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในกระบวนการเพิ่มศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการโครงการ การลดการใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวต่อไร่ ด้วยการเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้มาตรฐานของทางราชการ และเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้อเสนอแนะด้านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคา คือ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพด้านธุรกิจให้เข้ามาดำเนินกิจกรรมท่าข้าว ลานตาก และตาชั่ง เพื่อถ่วงดุลย์ธุรกิจท่าข้าวและโรงสีในพื้นที่ และยังสามารถเป็นแหล่งข้อมูลด้านราคาข้าวให้กับพื้นที่อีกด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
มาฆะสิริ เชาวกุล . (2554). การทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. มาฆะสิริ เชาวกุล . 2554. "การทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. มาฆะสิริ เชาวกุล . "การทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. มาฆะสิริ เชาวกุล . การทบทวนโครงสร้างตลาดข้าวของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
