| ชื่อเรื่อง | : | ความสำคัญของทางปาล์มในการใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อการพัฒนาระบบการปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี |
| นักวิจัย | : | โอภาส พิมพา |
| คำค้น | : | จังหวัดสุราษฏร์ธานี , ปาล์มน้ำมัน , ระบบเกษตรผสมผสาน , โคเนื้อ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5020054 , http://research.trf.or.th/node/5091 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเศรษฐกิจการเลี้ยงโคเนื้อในสวนปาล์มครั้งนี้ ได้ทำความเข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงการจัดการฟาร์มความเหมาะสมของระบบการเลี้ยงโคเนื้อร่วมกับการปลูกปาล์มน้ำมันใน 5 กรณีคือ 1. ปลูกปาล์มห่างจากคอกโคและใช้ทางใบปาล์มเป็นอาหารหยาบ 2. คอกโคอยู่ในสวนปาล์มและใช้ทั้งทางใบปาล์ม หญ้าธรรมชาติและฟางข้าวเป็นอาหารหยาบ 3. การเลี้ยงขุนด้วยทางใบปาล์มสดและหมักร่วมกับกากปาล์มเนื้อในปาล์มน้ำมัน 4. การเลี้ยงขุนโดยใช้ทางใบปาล์มหมักร่วมกับอาหารข้นผสมเอง 5. เป็นการเลี้ยงโคแบบปล่อยในสวนปาล์ม พบว่าในกรณีที่ 1 ซึ่งเป็นการขนทางใบปาล์มมาสับสดให้โคกินเป็นอาหารหยาบสำหรับโคทั้งหมด 210 ตัว มีน้ำหนักรวม 99,424 กิโลกรัม จะใช้ทางปาล์มเป็นอาหารหยาบ 1,794.6 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นอัตรา 1.8 กิโลกรัมต่อโคน้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีราคาต้นทุนอาหารหยาบ 0.27 บาทต่อกิโลกรัม และใช้กากปาล์มเป็นอาหารเสริม 4.8 กิโลกรัมต่อวัน จะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโต 0.48 กิโลกรัมต่อวัน มีต้นทุนในการเลี้ยง 45.6 บาท ต่อน้ำหนักที่เพิ่ม 1 กิโลกรัม การใช้มูลโคจากฟาร์มปริมาณ 2 ตันต่อเดือน สามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีประมาณ 2,200 บาทต่อไร่ต่อปี โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มน้ำมัน 3 ตันต่อไร่ต่อปี รายได้ที่สำคัญจากฟาร์มโคคือขายตัวโคและมูลโค กรณีที่ 2 เป็นการเลี้ยงภายใต้ร่มเงาของสวนปาล์มมีการปล่อยโคเข้าไปแทะเล็มในสวนปาล์มบางครั้งมีการใช้ทั้งหญ้าสด หญ้าหมักทางใบปาล์มน้ำมันสดและหมัก ตลอดทั้งฟางข้าวตามความสะดวก ร่วมกับการเสริมอาหารข้นและกากปาล์มในปริมาณ 4.38 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน พบว่าโคจะกินอาหารหยาบได้มากขึ้นเป็น 3 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน แต่มีค่าอาหารหยาบสูงขึ้นเป็น 1.5 บาทต่อกิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตของโค 0.62 กิโลกรัมต่อวัน ต้นทุนการเลี้ยง 49.5 บาทต่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม เกษตรกรมีความสะดวกในการจัดทำปุ๋ยหมักจากมูลโคในสวนปาล์มและการปล่อยโคแทะเล็มได้ช่วยลดภาระการกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มได้ มีการใช้มูลโคใส่ในสวนปาล์มประมาณ 1 ตันต่อเดือน ลดค่าปุ๋ยเคมีประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ต่อปี และลดค่าตัดหญ้าปราบวัชพืช 400 บาทต่อไร่ต่อปี มีรายได้จากการขายตัวโคและมูลโค ในกรณีที่ 3 พบว่าการขุนโคจำนวน 30 ตัว ที่มีน้ำหนักตัว 109-507 กิโลกรัม พบว่าโคเนื้อกินทางปาล์มเป็นอาหารหยาบ 2.43 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน หรือทางปาล์มหมักในอัตรา 1.98 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และใช้กากปาล์มเนื้อในเสริมวันละ 5.8 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันร่วมกับอาหารข้น 12%CP ปริมาณ 1.98 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ทำให้โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 0.77 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นวิธีการให้อาหารของเกษตรกรที่ขุนโคด้วยทางปาล์ม ต้นทุนการเลี้ยง 45.1 บาทต่อน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม รายได้ส่วนใหญ่จากการขายตัวโคที่เลี้ยงขุน มูลที่ได้ส่วนใหญ่นำเข้าใส่ในสวนปาล์มประมาณ 2.5 ตันต่อเดือน ส่วนในกรณีที่ 4 เมื่อทำการทดลองเลี้ยงโคขนาดเล็กก่อนการขุนที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 154.35 กิโลกรัม จำนวน 18 ตัว โดยให้อาหารข้นที่ผสมเอง ที่มีโปรตีนในสูตร 14 %CP ในปริมาณ 1.5%ของน้ำหนักตัว พบว่าโคสามารถกินทางปาล์มสับสดได้เฉลี่ยตัวละ 2.4 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ใช้อาหารข้น 1.9 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และเมื่อเลี้ยงเป็นเวลา 90 วันพบว่าโคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 0.44 กิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้พบว่ามีอัตราการเจริญเติบโตต่ำกว่าโคขุนที่ให้อาหารโดยวิธีการของเกษตรกร ต้นทุนการเลี้ยง 46.5 บาทต่อน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม ในการขับถ่ายมูลของโคที่เลี้ยงด้วยทางปาล์มสับพบว่าโคจะขับถ่ายมูลคิดเป็นน้ำหนักสดเฉลี่ยตัวละ 1.6 กิโลกรัมต่อน้ำหนักตัวโค 100 กิโลกรัมต่อวัน ตน้ ทุนของทางใบปาล์มสับสดจะมีค่า 0.27 บาทต่อกิโลกรัมสด หรือ 0.66 บาทต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ส่วนต้นทุนทางใบปาล์มหมักด้วยกากน้ำตาล 5% จะมีค่า 0.46 บาทต่อกิโลกรัมน้ำหนักสดหรือ 1.21 บาทต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้งประโยชน์จากการเลี้ยงขุนเหมือนกับในกรณีที่ 3 และกรณีที่ 5 เป็นการปล่อยโคเข้าแปลงสวนปาล์มให้แทะเล็มหญ้าอย่างอิสระ พบว่าหากมีหญ้าในปริมาณมาก สูงกว่า 30 เซนติเมตรโคจะไม่กินทางใบปาล์ม อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 0.43 กิโลกรัมต่อวัน มีต้นทุนการเลี้ยง 21.1 บาทต่อน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม การปล่อยโดยอัตราส่วน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 20 ไร่ วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง จะไม่มีผลกระทบต่อระบบสวนปาล์ม สามารถลดต้นทุนค่าตัดหญ้าได้ทั้งหมดในสวนปาล์มประมาณ 400 บาทต่อไร่ต่อปี ช่วยลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนปาล์ม 2,200 บาทต่อไร่ต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาการจัดหาอาหารหยาบให้โคและช่วยลดเวลาทำงานในการให้อาหารโคและไม่ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกหญ้า ในด้านผลการจัดการสวนปาล์มพบว่ากรณีที่ 1 มีการเก็บข้อมูลรายได้ในระยะ 6 เดือนพบว่าเกษตรกรมีรายรับจากการขายทะลายปาล์มน้ำมัน จำนวนเฉลี่ย 123,226 บาทต่อเดือน จากพื้นที่ 120 ไร่ ส่วนรายได้จากฟาร์มโคคือการขายตัวโคและมูลโค นอกจากนี้เกษตรกรยืนยันประโยชน์ที่ชัดเจนคือมูลโคที่ถูกนำไปใช้ทำปุ๋ยในสวนปาล์มในช่วงฤดูแล้ง ตลอดทั้งโอกาสในการ ได้ใช้ทรัพยากรในสวนตัวเอง โดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งผลผลิตเฉลี่ยของปาล์มน้ำมันประมาณ 3 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับเกษตรรายอื่นๆ ที่ทำการศึกษา ทั้งนี้ปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคพบส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง การย่อยได้ของทางใบปาล์มที่ต่ำ การกินได้ที่ต่ำของทางใบปาล์มที่แข็ง การผสมไม่ติดของโคที่เลี้ยง (ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้ทางใบปาล์มเป็นอาหาร) โดยสรุปหากเปรียบเทียบการเลี้ยงทั้ง 5 กรณี พบว่าการเลี้ยงแบบปล่อยแปลงในกรณีที่ 5 และการเลี้ยงโดยใช้ทางปาล์มสดในกรณีที่ 1 มีต้นทุนค่าอาหารหยาบต่ำที่สุด คือไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายและมีค่าใช้จ่าย 0.44 บาทต่อกิโลกรัมตามลำดับ ส่วนอาหารข้น อาหารเสริมพบว่าการใช้กากตะกอนน้ำมันปาล์มและกากปาล์มน้ำมันสามารถช่วยลดต้นทุนได้ โดยมีราคา 1.5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนที่สนับสนุนให้มีการใช้ผลพลอยได้ในพื้นที่มาใช้เป็นอาหารโค จากการทดลองนี้อาจมีความแตกต่างของพันธุ์โคที่เลี้ยงและความเอาใจใส่ของเกษตรกรแต่ละราย ตลอดทั้งความเหมาะสมของพื้นที่สวนปาล์มของเกษตรกรแต่ละราย ดังนั้นการเลี้ยงโคในสวนปาล์มเป็นสิ่งที่สมควรเลี้ยง แต่มีหลายปัจจัยที่จะต้องควบคุมเพื่อให้เลี้ยงได้ดีตามเป้าหมาย เช่น พันธุ์โค ความขยันของเกษตรกร จำนวนโคที่เหมาะสมตามศักยภาพการจัดการ การตลาด ปริมาณอาหารและชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยง การนำมูลและผลพลอยได้มาทำประโยชน์ ซึ่งรูปแบบที่น่าสนใจนอกจากการปล่อยเลี้ยงในสวนแล้ว คือการตัดหญ้าและทางใบปาล์ม มาเป็นอาหารหยาบ ทั้งรูปแบบสับสดและการหมักในถัง มีการใช้ผลพลอยได้จากโรงงานปาล์มในพื้นที่มาเป็นอาหารเสริม โดยปรับปรุงคุณภาพและส่วนผสมให้สอดคล้องกับความต้องการโภชนะของโค จากการนำมูลโคมาเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยโดยการสร้างบ่อเลี้ยงไส้เดือนขนาด 1 x 2.5 เมตรและปล่อยไส้เดือนท้องถิ่น ขี้ตาแร่ (Pheretima peguana) บ่อละ 3,360 ตัว พบว่าไส้เดือนสามารถย่อยมูลโคแห้งได้ปริมาณ 5 กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์ และจากการเก็บมูลโคและมูลไส้เดือนทุกสองสัปดาห์มารวมกัน และวิเคราะห์องค์ประกอบของธาตุอาหารหลักพบว่ามูลโคที่กิน ทางปาล์มสับเป็นอาหารหยาบมีธาตุ ไนโตรเจน (N) 2.01% ฟอสฟอรัส (P) 0.008% โพแทสเซียม (K) 0.45% และมูลไส้เดือนมีองค์ประกอบ N 0.5% P 0.12% และมี K 0.30% ซึ่งองค์ประกอบทางเคมีของมูลไส้เดือนไม่ได้มีความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักของพืชมากไปกว่ามูลโค และส่วนหนึ่งพบว่าการย่อยสลายมูลโคของไส้เดือนพันธุ์พื้นเมืองช้ามาก โดยปริมาณมูลที่ได้จากการย่อยมีประมาณ 45 % ของมูลโคที่เติมลงไป นอกจากนี้พบว่าการเจริญพันธุ์ของไส้เดือนมีอัตราที่ต่ำลง |
| บรรณานุกรม | : |
โอภาส พิมพา . (2554). ความสำคัญของทางปาล์มในการใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อการพัฒนาระบบการปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โอภาส พิมพา . 2554. "ความสำคัญของทางปาล์มในการใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อการพัฒนาระบบการปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โอภาส พิมพา . "ความสำคัญของทางปาล์มในการใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อการพัฒนาระบบการปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. โอภาส พิมพา . ความสำคัญของทางปาล์มในการใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อการพัฒนาระบบการปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
