ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม
นักวิจัย : พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์
คำค้น : cassava peel , dairy cattle , energy source , ensiled roughage , milk production and composition , ผลผลิตน้ำนมและองค์ประกอบ , อาหารหยาบหมัก , เปลือกมันสำปะหลัง , แหล่งพลังงาน , โคนม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5180259 , http://research.trf.or.th/node/4930
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยนี้ศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมักสำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม และคุณภาพน้ำนม การศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 1 การศึกษา และ 3 การทดลอง การศึกษาที่ 1 คือการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี การประเมินคุณค่าทางพลังงานและการย่อยสลายในกระเพาะหมักของเปลือกมันสำปะหลัง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่จะนำมาประกอบสูตรอาหารหยาบหมัก ผลจากการศึกษาพบว่ามีค่าใกล้เคียงกับที่มีการรายงานไว้โดยนักวิจัยท่านอื่น ๆ การทดลองที่ 1 การศึกษากรรมวิธีการผลิตอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงาน โดยจัดการทดลองแบบ 5 x 3 Factorial in completely randomized design ซึ่งมีปัจจัย A เป็นสูตรอาหารหยาบหมัก 5 สูตร แต่ละสูตรจะแตกต่างกันที่ระดับของเปลือกมันสำปะหลัง (0, 10, 20, 30 และ 40% โดยน้ำหนักสด ตามลำดับ) และปัจจัย B เป็นระยะเวลาการหมัก (คือ 14, 21 และ 28 วัน) ผลการทดลองพบว่าอาหารหยาบหมักทั้ง 5 สูตร มีเปอร์เซ็นต์วัตถุแห้งเพิ่มขึ้นตามอายุการหมัก เปอร์เซ็นต์โปรตีน และ NDF มีอิทธิพลร่วมระหว่างกับอายุการหมัก และสูตรอาหารหยาบหมัก ระดับความเป็นกรด-ด่าง และปริมาณของแอมโมเนียไนโตรเจนของอาหารหยาบหมักจัดว่ามีคุณภาพดี และปริมาณของ HCN เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้เปลือกมันสำปะหลัง และที่อายุการหมัก 14 วัน จะมีปริมาณ HCN สูง และลดลงตามระยะเวลาการหมัก 21 และ 28 วัน เปอร์เซ็นต์การย่อยสลายของวัตถุแห้งลดลงตามระยะเวลาการหมัก ปริมาณกรดไขมันระเหยได้ Lactic acid สูงสุดที่ระยะเวลาการหมัก 14 วัน และ Acetic acid เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการหมัก ดังนั้นอาหารหยาบหมักในสูตรที่ 1 และ 4 ที่อายุการหมัก 14 วันขึ้นไป เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ในการทดลองต่อไป การทดลองที่ 2 การศึกษาผลของอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานสำหรับโคนม ต่อปริมาณน้ำนมและจุลินทรีย์ในน้ำนม โดยจัดโคนมลูกผสมโฮลสไตลน์ฟรีเชียน จำนวน 24 ตัว ปริมาณน้ำนมเฉลี่ย 14.98 ± 2.24 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน จำนวนวันการให้น้ำนม 137±53 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 380±74 กิโลกรัม วางแผนการทดลองแบบ Randomized complete block design (RCBD) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มการทดลอง กลุ่มละ 8 ตัว โดยได้รับอาหารข้นสูตรเดียวกันทั้ง 3 กลุ่มการทดลอง ได้แก่กลุ่มควบคุม คือได้รับอาหารหยาบข้าวโพดหมัก กลุ่มได้รับอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 0% และกลุ่มได้รับอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 30% จากการทดลองพบว่าเมื่อโคนมได้รับอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 30% มีผลทำให้ปริมาณการกินได้โปรตีนสูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์โปรตีน แล็คโตส ของแข็งพร่องไขมัน ของแข็งรวมในน้ำนม และการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว และมีผลทำให้มีปริมาณไธโอไซยาเนทในน้ำนมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้อาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 30% ในการเลี้ยงโคนมทำให้มีเปอร์เซ็นต์ไขมันนมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อีกทั้งพบว่าการใช้อาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 0% และ 30% ไม่มีผลต่อการยับยั้งจำนวนจุลินทรีย์รวม แบคทีเรียโคไลฟอร์ม และผลการทดสอบเมทิลินบลู เทสต์ในน้ำนมดิบ ซึ่งโคนมทั้ง 3 กลุ่มการทดลองได้รับ RDPsup เกินความต้องการ และได้รับ RUPsup ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อคำนวณต้นทุนค่าอาหารข้นและอาหารหยาบ ต่อการให้ผลผลิตน้ำนมจากทั้ง 3 กลุ่มการทดลอง พบว่าการใช้อาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 30% มีต้นทุนค่าอาหารต่ำสุด และมีกำไรสูงสุดจากการขายน้ำนมดิบ การทดลองที่ 3 การศึกษาผลของการใช้อาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในอาหารโค ต่อการเปลี่ยนแปลงนิเวศวิทยาในกระเพาะหมัก โดยใช้โคเจาะกระเพาะลูกผสมพันธุ์โฮสไตน์ฟรีเชียน สายเลือดประมาณ 87.5% จำนวน 3 ตัว วางแผนการทดลองแบบ 3 x 3 Latin square แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มการทดลอง ให้โคได้รับอาหารหยาบที่แตกต่างกัน พบว่าอาหารหยาบทั้ง 3 ชนิด ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)จำนวนจุลินทรีย์ และกรดไขมันระเหยได้ของของเหลวในกระเพาะหมัก แต่พบว่าระดับแอมโมเนียไนโตรเจนภายในกระเพาะหมัก ที่เวลา 2 ชั่วโมงหลังการให้อาหารมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) จากการทดลองสรุปว่าอาหารหยาบหมักที่มีเปลือกมันสำปะหลัง 30% เป็นแหล่งพลังงาน ที่อายุการหมัก 14 ขึ้นไป สามารถนำมาใช้เลี้ยงโคนมรีดนมได้ Abstract: The present research aimed to study the ensiled roughage production from cassava peel as energy source in dairy cow diet on milk yield and milk quality. This study comprised two sections. The first section was conducted to determine the chemical composition and to evaluate energy values and ruminal degradability of cassava peel and other feed ingredients. The results of the study found that chemical composition, energy values and degradability of cassava peel and other feed ingredients were in the range reported by other researchers. The latter section was designed to investigate in three experiments. The first experiment was carried out to investigate the chemical composition and to evaluate energy values and ruminal degradability of various ensiled roughages with varying ensiling times. The experimental design was 5 x 3 factorial in completely randomized design, which factor A was levels of cassava peel in 5 different formulated mixtures (0, 10, 20, 30 and 40% kg fresh weight) and factor B was time of ensilage (14, 21 and 28 day). The results showed that DM contents increased with increasing time of ensilage. The pH were higher in the ensiled roughages 1 and 4 than in ensiled roughages 2 and 3 whereas NH3-N content was in the range of good quality silage (< 10% of total N). The HCN concentrations were increased with increasing levels of cassava peel in the mixtures while HCN concentrations decreased with ensiling times. The DM degradability reduced with time of ensilage. Lactic acid decreased with increasing time of ensiling while acetic acid increased with ensiling time. The best ensiled roughage mixtures were formula 1 and 4, and at 14 d of ensiling. The second experiment was conducted to investigate the effect of feeding ensiled roughage containing cassava peel as energy source on milk production, milk composition and micro-organisms in milk. Twenty four Crossbred Holstein Friesians evaraging 14.98 ± 2.24 kg of milk/d, 137 ± 53 DIM and 380± 74 kg liveweight, were assigned in a Randomized complete block design (RCBD) into three treatment groups with 8 cows in each group. The first group was fed concentrate and corn silage, the second group was fed concentrate and ensiled roughage containing no cassava peel and the third group was fed concentrate and ensiled roughage containing 30% cassava peel. The results showed that cows on 0% cassava peel consumed significantly more DM and net energy than those cows on corn silage and 30% cassava peel whereas cows on corn silage ate significantly more CP than cows on 0 and 30% cassava peel. Cows on corn silage had significantly higher milk fat and milk total solid contents than those cows on 0 and 30% cassava peel. There were no significant differences in liveweight change, thiyocyante content in milk, total plate count, coliform bacteria and methylene test in milk. RDPsup were in excess while RUPsup were inadequate in all treatments. The third experiment was carried out to investigate the effect of feeding ensiled roughage containing cassava peel as energy source on change in rumen ecoloy. Three fistulated non-lactating Crossbred Holstein Friesian dairy cows were allocated in a 3 x 3 Latin Squares Design. There were no significant differences in rumen pH, concentrations of acetic acid and propionic acid, ratio of acetic acid to propionic acid, ruminal bacteria and protozoa population whereas ruminal NH3-N concentration at 2 h post feeding was significantly higher in 2 group than in 1 and 3 groups. It can be clearly concluded in the present study that cassava peel can be used as energy source in ensiled roughage mixtures for dairy cows. The level of cassava peel inclusion in roughage mixtures is 30% and time of ensiling is 14 days.

บรรณานุกรม :
พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์ . (2554). การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์ . 2554. "การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์ . "การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์ . การศึกษาการนำเปลือกมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตอาหารหยาบหมัก สำหรับโคนมต่อปริมาณน้ำนม, องค์ประกอบน้ำนมและคุณภาพน้ำนม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.