| ชื่อเรื่อง | : | ภูมิปัญญา พัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรือนพื้นถิ่นไทย-ไท : คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่น” |
| นักวิจัย | : | อรศิริ ปาณินท์ |
| คำค้น | : | ภูมิปัญญา , สังคมแบบบุพกาลสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อม , เรือนพื้นถิ่นไทเขิน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RTA4580013 , http://research.trf.or.th/node/4609 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้มุ่งเน้นในการศึกษาเปรียบเทียบถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรือนไทเขินในเชียงใหม่และเชียงตุง ในเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต และภูมิปัญหาในการสร้างเสริมดุลยภาพระหว่างสภาพแวดล้อมธรรมชาติและวิถีชีวิตโดยใช้กระบวนการวิจัยที่เน้นการสำรวจภาคสนามทางกายภาพของ หมู่บ้านไทเขินในอำเภอสันทราย อำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันป่าตองในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกับหมู่บ้านไทเขินในอำเภอเชียงตุง อำเภอยางลอและอำเภอกาดฟ้าในจังหวัดเชียงตุง ประเทศเมียนมาร์ โดยตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตกับระบบนิเวศ ความเชื่อที่ส่งผลถึง รูปแบบรูปทรงเรือน ความสัมพันธ์ของผังบริเวณเรือนและผังหมู่บ้าน และภูมิปัญญาในการปรับตัวให้ชีวิตและสภาพแวดล้อมมีดุลยภาพ โดยผล การศึกษาได้พบว่าทั้งไทเขินเชียงใหม่และเชียงตุงมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบเหมืองฝายแบบบุพกาลเป็นเครื่องมือในการปรับดุลยภาพของชีวิตและ สภาพแวดล้อมซึ่งส่งผลต่อสภาพทางกายภาพของผังหมู่บ้านที่เห็นได้ชัดในหมู่บ้านเก่าและยังมีสังคมแบบบุพกาล แต่ลักษณะดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนไป ตามการพัฒนาระบบการคมนาคมทางบกลักษณะทางกายภาพของชุมชนสังคมเครือญาติแบบบุพกาลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบตารางตามระบบ สาธารณูปโภค ความสัมพันธ์ของผังบริเวณเรือนและผังหมู่บ้านยึดถือระบบลำเหมืองและถนนเป็นปัจจัยหลัก ความเชื่อยังส่งผลต่อผังพื้นเรือนซึ่ง สะท้อนถึงวิถีชีวิตรูปทรงของเรือนแบ่งแยกเป็นกลุ่มเชียงใหม่และเชียงตุงอย่างชัดเจนแต่ทั้งสองกลุ่มยังคงเน้นความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ใช้วัสดุในท้องถิ่นและมีระบบการจัดการน้ำที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมของเรือนพื้นถิ่นไทเขินเชียงตุงเด่นชัดกว่า เรือนไทเขินเชียงใหม่เพราะระบบสังคมยังเป็นแบบพึ่งตนเอง ระบบเครือญาติยังเข้มข้นและยังอยู่กับธรรมชาติด้วยความเข้าใจและปกป้อง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมของเรือนพื้นถิ่นมุสลิมในระดับผังหมู่บ้านและตัวเรือนของ ชาวมุสลิมในเขตพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประเทศและในเขตพื้นที่รัฐเปรักและรัฐปีนังและเทศมาเลเซีย โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม เรือนพักอาศัย และภูมิปัญญาพื้นถิ่น ตลอดจนสังเกตพัฒนาการของเรือนที่มีการเปลี่ยนแปลง แนวโน้มการคงอยู่ เมื่อเวลาและบริบท เปลี่ยนไปเพื่อนำไปเปรียบเทียบหาความเหมือนและความต่างกันระหว่างกัน ผลของการศึกษาพบว่าเรือนพื้นถิ่นมุสลิมในทั้งสองพื้นที่มีความคล้ายคลึงกันมาก ในระดับผังของหมู่บ้านหรือที่เรียกว่า “Kampong” นั้นพบการรวมกลุ่มโดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง มีการแยกพื้นที่อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ทำกินโดยอาศัยการปลูกต้นไม้ที่ค่อนข้างหนาแน่นเป็นพื้นที่คั่นกลาง แต่ละบ้านเชื่อมถึงกันด้วยโครงข่ายพื้นที่เปิดโล่ง สามารถเดินไปมาหาสู่ถึงกันได้ตลอดทั้งหมู่บ้านด้วยถนนหรือทางเดินเล็ก ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ ร่มรื่นและเย็นสบาย ในระดับของตัวเรือนนั้นพบว่ามีความคล้ายคลึงกันมากโดยเฉพาะรูปทรงของหลังคาและลวดลายประดับตกแต่ง จะแตกต่างกันเพียง รายละเอียดปลีกย่อยทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือนพื้นถิ่นมุสลิมในมาเลเซียยังคงรูปแบบดั้งเดิมของผังพื้นที่มีลำดับขั้นของการแบ่ง พื้นที่ค่อนข้างชัดเจน และมีการปรับเปลี่ยนน้อยกว่าที่พบในประเทศไทย คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่นมุสลิมคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสภาพแวดล้อม แสดงถึงความเข้าใจระบบ นิเวศวิทยาทางธรรมชาติอย่างถ่องแท้ของผู้อยู่อาศัยด้วยการเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นเพื่อปลูกสร้างเรือน การสร้างระบบถอดประกอบได้ของเรือนเพื่อ การเคลื่อนย้ายเมื่อมีภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วมหรือเมื่อมีการขยายครอบครัว การมีผังพื้นที่โปร่งโล่งกั้นห้องเท่าที่จำเป็นและหน้าต่างยาวจรดพื้นเพื่อลม สามารถพัดผ่านได้สะดวก ตลอดจนการรักษาไม้ใหญ่บริเวณโดยรอบบ้านเพื่อรักษาสภาวะน่าสบายให้คงอยู่ พัฒนาการของเรือนมีแนวโน้มการเปลี่ยน ของการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุอุตสาหกรรมมากขึ้นแทนที่วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ตลอดจนรูปทรงและมวลของเรือนมีลักษณะเปลี่ยนไปในทางทึบ ตันมากขึ้นจากการต่อเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย อิทธิพลของการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านทำให้ทิศทางเข้าบ้านเปลี่ยนไปส่งผลให้เกิดการเพิ่มเติมรั้วหรือ ตกแต่งทางเข้าเพื่อการรับรู้ของหน้าบ้านและหลังบ้านตามการเข้าถึงจากถนน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบบ้านพื้นถิ่นไทลื้อในประเทศไทยกับในแคว้นสิบสองปันนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ในแง่ของผังชุมชน สภาพแวดล้อมของเรือน และเรือน เพื่อวิเคราะห์หาลักษณะเด่นที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์บ้านพื้นถิ่น ที่มีพัฒนาการตั้งแต่อดีตมา ถึงปัจจุบัน เพื่อสรุปเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์และพัฒนาบ้านพื้นถิ่นที่เหมาะสมต่อไป งานวิจัยนี้ได้เลือกศึกษาในพื้นที่ อ. เชียงคำ จ.พะเยาะ เพราะเป็นชุมชนไทลื้อที่ยังรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตนเอง มีลักษณะของเรือนที่หลากหลาย และยังไม่เคยมีผู้เข้าไปศึกษาอย่างละเอียดจริงจัง สำหรับ ในแคว้นสิบสองปันนา ผู้วิจัยได้เลือกศึกษาหมู่บ้านพื้นถิ่นไทลื้อจาก 4 เมือง คือ เมืองล่า เมืองพง เมืองหย่วน และเมืองมาง เพราะเป็นบ้านเกิดของ บรรพบุรุษไทลื้อที่อพยพมาอยู่ที่ อ. เชียงคำ ผังชุมชน หมู่บ้านพื้นถิ่นไทลื้อมีองค์ประกอบของหมู่บ้านคือ ซุ้มประตู เสื้อบ้าน บ่อน้ำประจำหมู่บ้านวัด การตั้งถิ่นฐานของไทลื้อ อ. เชียงคำในช่วงแรกเป็นไปตามแนวยาวของลำน้ำ ต่อมาได้มีการขยายตัวของชุมชนไปตามแนวถนน ส่วนในแคว้นสิบสองปันนาจะตั้งถิ่นฐานตาม แนวที่ราบลิ่มเชิงเขา มีลำน้ำไหลผ่าน โดยรอบหมู่บ้านเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ถ้าเป็นหมู่บ้านใหม่ (อายุ 10 – 15 ปี) จะตั้งบนพื้นราบ วางผังหมู่บ้านเป็น รูปตารางตามการตัดถนน หมู่บ้านไทลื้อ อ. เชียงคำ มีอัตราความเจริญมากกว่าหมู่บ้านไทลื้อแคว้นสิบสองปันนา ที่ อ. เชียงคำจะไม่จำกัดขอบเขตของ หมู่บ้าน ต่างจากในสิบสองปันนา ซึ่งยังคงรักษาขอบเขตของหมู่บ้านเดิมอยู่ ทำให้มีความหนาแน่นของเรือนเพิ่มขึ้น จนเกิดปัญหาการระบายอากาศ ภายในหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมของเรือน ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วย รั้วบ้าน ลานบ้านหรือข่วง บ่อน้ำ ยุ้งข้าวเล้าหรือคอกสัตว์ ห้องน้ำ-ส้วม หอผี (พบเฉพาะบางครัวเรือนที่ผีที่ตนนับถือไม่ตรงกับของหมู่บ้าน) ชาวไทลื้อเลือกที่ราบโล่งเพื่อปลูกเรือน เรือนไทลื้อมักตั้งอยู่บริเวณกลางที่ดิน โดยขนาด ของที่ดินนอกจากจะเพียงพอต่อการปลูกพรรณไม้เพื่อการอุปโภคและการบริโภคแล้ว ยังเผื่อไว้รองรับการปลูกเรือนเพิ่มขึ้นของลูกหลานด้วย แต่ถ้าไม่มีบริเวณพอ สามารถออกไปหาที่ดินผืนใหม่ได้ (ปัจจุบันหมู่บ้านไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนาบางแห่งมีความหนาแน่นของเรือนจนไม่มี บริเวณพอ) การปลูกพืชผักสวนครัวมักปลูกอยู่บริเวณใกล้ชานแดด บ่อน้ำจะอยู่บริเวณหน้าบ้าน หรืออยู่ตรงข้ามกับครัว ชานแดด และห้องน้ำ-ส้วม บ้านพื้นถิ่นไทลื้อ อ. เชียงคำ มีส้วมประจำครัวเรือน ส้วมถ้าไม่อยู่บนชานเรือน ก็จะอยู่ทางทิศใต้ ทิศตะวันตก แต่ในแคว้นสิบสองปันนาจะพบส้วม ประจำครัวเรือนน้อยมาก หลายหมู่บ้านใช้วิธีไปทุ่ง หรือใช้ส้วมสาธารณะประจำหมู่บ้าน เรือน เรือนพื้นถิ่นไทลื้อเป็นเรือนยกใต้ถุน มีทั้งเรือนไม้จริงทั้งหลัง เรือนไม้ไผ่ทั้งหลัง และเรือนไม้จริงเฉพาะโครงสร้างหลักส่วน องค์ประกอบอื่น ๆ เป็นไม้ไผ่ (ในพื้นที่ที่สำรวจจะไม่พบเรือนที่ทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลังแล้ว) ฝาเรือนผายออกมีช่องหน้าต่างน้อยมาก หลังคาทรงจั่วผสม ปั้นหยา วางสันหลังคาหลักในแนวทิศเหนือ-ใต้ เรือนพื้นถิ่นไทลื้อแคว้นสิบสองปันนามีโครงสร้างและรูปทรงหลังคาขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าที่ อ.เชียงคำ นอกจากนี้เสาของเรือนที่แคว้นสิบสองปันนามีฐานทำด้วยหิน แต่ไม่พบที่ อ. เชียงคำ พื้นที่ใช้สอยภายในเรือนประกอบไปด้วย ใต้ถุน บันได ระเบียง ชาน ห้องนอน ครัว ที่เก็บข้าว และห้องโถง (พบเฉพาะในเรือนที่แคว้นสิบสองปันนา) เรือนไทลื้อที่ อ.เขียงคำ มีการเปลี่ยนแปลง มากกว่าทั้งด้านรูปลักษณ์อาคาร พื้นที่ใช้สอย และการใช้วัสดุ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสมควรอยู่บนฐานคิดที่พัฒนาขึ้นจาก เทคโนโลยีดั้งเดิม ไม่ซับซ้อนเกินความสามารถของชาวบ้าน มีการนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์โดยไม่สร้างมลภาวะแก่สภาพแวดล้อม จากการศึกษาบ้านพื้นถิ่นไทลื้อในมิติของ ผังชุมชน สภาพแวดล้อมของเรือน และเรือน ทำให้พบลักษณะเด่น 6 ประการที่สะท้อนภูมิ ปัญญาซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นฐานคิดหรือเป็น “แก่นแท้” สำหรับการพัฒนาสร้างสรรค์บ้านพื้นถิ่นไทลื้อในปัจจุบันและอนาคต คือ 1.เป็นบ้านที่ถูก สร้างสรรค์ให้รองรับวิถีชีวิตของผู้อยู่ 2. เป็นบ้านที่ถูกสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความเคารพและความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 3. เป็นบ้านที่ มีลักษณะ “เปิด” เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในชุมชน 4. เป็นบ้านที่รองรับประโยชน์ใช้สอยเอนกประสงค์ 5. เป็นบ้านที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยน ต่อเติม ซ่อมแซม และ 6. เป็นบ้านที่ส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ใช้สอยต่อเนื่อง โครงการวิจัยเรื่อง “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมในชุมชนไทใหญ่” นี้มุ่งเน้นการศึกษาแบบแผนทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนไทใหญ่ในจังหวัด แม่ฮ่องสอนและในแคว้นได้คง ประเทศจีน เพื่ออธิบายและบ่งชี้ถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดพัฒนาการในลักษณะต่าง ๆ ระหว่างภูมิทัศน์กับลักษณะทางกาย ภาพและวัฒนธรรม และเพื่อนำเสนอแนวคิดทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนพื้นถิ่นไทย-ไทกับความยั่งยืนในอนาคต ผลการวิจัยพบว่าการตั้งถิ่นฐาน ลักษณะชุมชน และสถาปัตยกรรมของพื้นที่ศึกษา มีพัฒนาการออกไปจากแบบแผนดั้งเดิมทางภูมิทัศน์ของ ชาวไทใหญ่ สิ่งที่ปรากฏเป็นผลมาจากวัฒนธรรมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากชุมชนทั้งสองแหล่งมิได้มีโครงสร้างเศรษฐกิจและ สังคมระบบปิดโดยไม่มีปัจจัยอื่นมากระทบดังเช่นอดีต ในปัจจุบันกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมได้เข้ามาแทรกตัวและปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ศึกษาจนส่งผลให้ เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมในด้านการดำรงชีพของชาวไทใหญ่ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนลักษณะการกินอยู่หลับนอนให้สอดคล้องกับชนกลุ่มอื่น ซึ่งก็เป็นเหตุให้ภูมิทัศน์ในระดับสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะส่วนพักอาศัยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่สำหรับภูมิทัศน์ในระดับการตั้งถิ่นฐานและ ลักษณะชุมชนกลับมีพัฒนาการที่ต่างกัน การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ไปจากแบบแผนเดิมก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าชุมชนกำลังเข้าสู่กระบวนการกลืนกลาย ทางวัฒนธรรมพร้อมกับการละทิ้งทรรศนะการมองโลกที่เคยเกื้อหนุนให้เกิดความยั่งยืนของตนเองในขณะที่ภูมิทัศน์ที่มิได้เปลี่ยนแปลงออกไปจากแบบ แผนดั้งเดิมมากนักก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าชุมชนมีการผสมสานโดยไม่ได้ก้าวล่วงไปสู่การกลืนกลายทางวัฒนธรรม ซึ่งก็หมายความว่ายังคงมีการรักษาและยึด เหนี่ยวความยั่งยืนของตนเองเอาไว้ได้ รูปการทางภูมิทัศน์ของชุมชนพื้นถิ่นไทใหญ่ไม่อาจหยุดนิ่งด้วยแบบแผนดั้งเดิม ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้นก็มิใช่การนำไปสู่ ความยั่งยืนด้วยเช่นกัน การรักษาอัตลักษณ์พร้อมด้วยการผสมผสานแบบแผนทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม ซึ่งสามารถเกื้อหนุนให้ความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม ชุมชนและต่อกลุ่มอื่นเกิดความสมดุล จนส่งผลให้เกิดความยั่งยืนภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มจึงเป็นทิศทางที่ควรจะต้องให้เกิดขึ้นกับชุมชนพื้นถิ่นไท ใหญ่ในอนาคต รวมถึงชุมชนพื้นถิ่นไทยในประเทศไทยที่มีบริบทแวดล้อมคล้ายคลึงกัน งานวิจัยนี้ทำการศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่นกลุ่มไท-ลาวในเขตภาคอีสานของประเทศไทยกับ เรือนลาวในหลวงพระบางและเรือนไทพวนในเชียงขวาง ซึ่งทั้งสามกลุ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตำพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกัน การศึกษาพบว่าเรือน แบบเดิมของทั้งสามกลุ่มต่างก็มุงหลังคาด้วยหญ้าและมีเตาไฟอยู่ภายในเรือนนอน และลักษณะที่แตกต่างกันทางสภาพภูมิประเทศมีผลต่อการตั้งถิ่นฐาน, การวางแผนแกนและการอ้างอิงทิศของเรือนที่แตกต่างกัน แต่ประสานกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการยึดถือแนวแกนก็คลายลงเมื่อมีการ นำระบบการสัญจรแบบถนนเข้ามาในหมู่บ้าน และเรือนที่สร้างในช่วงหลังลงมาจำนวนมากหันหน้าเรือนสู่เส้นทางสัญจร ในส่วนของแผนผังเรือนพบว่าเรือนไทพวนที่อยู่ในเขตอากาศหนาวมีพื้นที่ภายในเรือนและการกั้นห้องส่วนนอนเป็นสัดส่วนพื้นที่ที่มากที่ สุด โดยเอาเตาไฟไว้เป็นส่วนหนึ่งของเรือนนอน แต่มีพื้นที่กึ่งเปิดโล่งน้อยที่สุด ในเรือนลาวหลวงพระบางมีสัดส่วนของพื้นที่ในเรือนมากรองจาก เรือนไทพวน แต่มีพื้นที่กึ่งเปิดโล่งไม่มากเท่ากับในเรือนไท-ลาวในภาคอีสาน นอกจากนั้นพื้นที่กึ่งเปิดโล่งยังมีการใช้งานน้อยกว่าในภาคอีสานด้วย ในเรือนไท-ลาวในภาคอีสานที่อยู่ในเขตที่อุณหภูมิสูงกว่าแห่งอื่น ๆ มีพื้นที่ในเรือนน้อยที่สุดแต่มีพื้นที่กึ่งเปิดโล่งมากที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรือนในเขต อากาศหนาวต้องการพื้นที่ภายในเรือนมากกว่าเพื่อตอบสนองการใช้พื้นที่ที่ต้องการหลบจากความหนาวเย็นภายนอก การระบายอากาศในเรือนของแต่ ละกลุ่มสอดคล้องกับการใช้วัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและมีการปรับพฤติกรรมการใช้พื้นที่เพื่อให้เกิดภาวะสบายโดยยอมรับต่อสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ งานวิจัยเกี่ยวกับไทดำในไทยและในเวียดนามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ซึ่งกันระหว่างสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของชาวไทดำทั้งสองแหล่ง ความจริงแล้วไทดำในไทยเป็นชนกลุ่มเดียวกับไทดำในเวียดนาม ผู้ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ที่แว่นแคว้นสิบสองจุไทมานมนาน พวกเขาถูกพรากจากแผ่นดิน แม่เพราะภัยสงครามตั้งแต่สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทดำทั้งสองแหล่งจึงเป็นผู้รวมรากเหล้าทางวัฒนธรรมเดียวกันและต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ ธำรงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้เหนียวแน่น สาระของงานวิจัยมุ่งศึกษาครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ประการ คือ โลกทัศน์ของผู้คน การตั้งถิ่นฐาน บ้าน(หมู่บ้าน) และเรือน วิธีการศึกษาเน้นการ สำรวจเป็นหลัก โดยมีจังหวัดเพชรบุรีเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ศึกษาในไทยสำหรับในเวียดนามนั้นศูนย์กลางของพื้นที่ศึกษาอยู่ที่จังหวัดเดียนเบียน ผลการศึกษาปรากฏว่า เมื่อแรกที่ไทดำลงหลักปักฐานในไทย วัฒนธรรมการปลูกสร้างจากแผ่นดินแม่ได้รับการสานต่ออย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาตั้ง ถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเรือนเหมือนกับที่เคยทำในถิ่นเดิม แม้ว่าภูมิลักษณ์ถิ่นฐานแบบที่ราบในไทยจะมีลักษณะแตกต่างออกไปก็ตาม กาลต่อมาการ พัฒนาคลี่คลายจึงค่อย ๆ ดำเนินไป โดยมีกระแสวัฒนธรรมหลักของคนไทยเป็นแม่แบบ ขณะที่ไทดำในเวียดนามยังคงสืบทอดการตั้งถิ่นฐานสร้าง บ้านแปงเรือน ณ เบื้องหุบเขาอันเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ เป็นประจักษ์พยานยืนยันให้เห็นการหลอมรวมพลังธรรมชาติและวิถีชีวิตไว้ในสภาพแวดล้อมที่ อยู่อาศัยอย่างไรก็ตาม มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่แสดงว่าอิทธิพลจากวัฒนธรรมกระแสหลักของเวียดนามกำลังไหลเข้าเจือปนวิถีการสร้างสรรค์ สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของชาวเวียดนามให้คล้องตาม ก็เป็นไปได้ว่า ลักษณะเฉพาะของไทดำจะค่อย ๆ สูญหายไปตามลำดับ ถึงวันนั้นแล้ว ชาวไทดำจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่นอีกหรือไม่ |
| บรรณานุกรม | : |
อรศิริ ปาณินท์ . (2549). ภูมิปัญญา พัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรือนพื้นถิ่นไทย-ไท : คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่น”.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อรศิริ ปาณินท์ . 2549. "ภูมิปัญญา พัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรือนพื้นถิ่นไทย-ไท : คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่น”".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อรศิริ ปาณินท์ . "ภูมิปัญญา พัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรือนพื้นถิ่นไทย-ไท : คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่น”."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. อรศิริ ปาณินท์ . ภูมิปัญญา พัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรือนพื้นถิ่นไทย-ไท : คุณลักษณะของสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมในเรือนพื้นถิ่น”. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
