| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | ชาญวิทย์ ชัยกันย์ |
| คำค้น | : | กฎหมาย , การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน , บทเรียนต่อประเทศไทย , ประเทศญี่ปุ่น , ปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5210029 , http://research.trf.or.th/node/4389 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษานโยบายพลังงานนิวเคลียร์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับ เป็นตัวแบบและข้อเสนอแก่รัฐบาลไทยในเรื่องการจัดระบบกฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชน หากต้องการจะพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจังในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า ญี่ปุ่นมีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดกระจายอยู่ 17 ที่ตั้ง ทั่วประเทศ ผลิตพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 30 ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ และจะเพิ่มพลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นร้อยละ 41 ภายในปี พ.ศ. 2558 จึงมี แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีกเพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ ความสำเร็จในการนำพลังงานนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นนั้น พบว่าประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ (1) นโยบายพลังงานที่เน้นความสำคัญการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างมาก แม้ว่าจะมี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมอย่างไร นโยบายด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายพลังงานที่มุ่งการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก โดยเน้นสิ่งสำคัญ 3 ประการ อันสะท้อนผลประโยชน์แห่งชาติอย่างแท้จริง คือ ความมั่นคง ของพลังงาน (Energy Security) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) และ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection) (2) การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างรอบด้าน สามารถครอบคลุมและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ได้ อย่างแท้จริง มีการเชื่อมโยงนโยบายนิวเคลียร์ให้มีผลชัดเจนโดยการตราและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับนิวเคลียร์ที่ครอบคลุมและรอบด้าน แบ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่สำคัญได้จำนวน 8 กลุ่มหลัก โดยเฉพาะกลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ และกลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายทางนิวเคลียร์โดยรัฐ นับว่าบทบาทอย่างมาก (3) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือต่อต้านในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ล้วนแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง ทฤษฎีและรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ใช้ เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศตะวันตก และที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ารูปแบบ ประเภท ระดับ และกระบวนการ ตัดสินใจที่ญี่ปุ่นใช้ในกระบวนการมีส่วนร่วมในกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้เป็นไปโดยไม่มีลักษณะตายตัว (No one model fits all) ในแต่ละกรณีต้องมีการศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม โดยอาศัยช่องทางหลัก คือ การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ และบทบาทของผู้นำระดับท้องถิ่นและประเทศ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่ การเมืองญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์เสมอมา การประสานงานอย่างดีระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการพลังงานนิวเคลียร์ การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นไปอย่างรวดเร็วโดยความร่วมมือจากต่างประเทศและบริษัทเอกชน ภายในประเทศ การสนับสนุนการวิจัยด้านพลังงานควบคู่กับการพัฒนาด้านอื่นที่สำคัญ และ การให้ความรู้เกี่ยวกับนิวเคลียร์แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย พบว่าได้วางแผน จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง ในระหว่างปี พ.ศ. 2557 - 2563 เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในปี พ.ศ. 2563 - 2564 จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ โดยระบุสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ 4 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดตราด ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของไทย มีดังนี้ (1) นโยบายพลังงานแห่งชาติของไทยไม่มีความชัดเจน และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ (2) มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้หลายฉบับ แต่ยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ (3) หน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยังไม่เพียงพอ (4) ประชาชนคนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า (5) ขาดการส่งเสริม ให้ประชาชนได้เกิดความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานของรัฐสำหรับการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต มีดังนี้ (1) ต้องสานต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันผลักดัน ให้ “การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” เป็นวาระแห่งชาติ (2) การเร่งตรากฎหมายว่าด้วยความรับผิดด้านนิวเคลียร์ เพื่อคุ้มครองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และกฎหมายการตอบแทนท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับโรงไฟฟ้า (3) การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้มแข็งเพื่อให้สามารถมีอำนาจต่อรองผลประโยชน์กับรัฐได้ (4) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แก่ประชาชน โดยเฉพาะ ในเรื่องของความปลอดภัย มีการประชาสัมพันธ์และดำเนินกิจกรรมเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง (5) การพัฒนาด้านบุคลากรด้านพลังงานนิวเคลียร์ เช่น นักนิวเคลียร์เทคโนโลยี หรือนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ เพื่อป้อนบุคลากรให้แก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทยในอนาคต This research “Legal Development and People Participation in the Management of Nuclear Power’s Problems in Japan: Lessons for Thailand” has aimed to study about nuclear power policy, related laws, and people participation in the use of nuclear power in Japan. This information may be used to be a model and suggestion for Thai government to deal with the legal systematization and people participation, if it requires to seriously developing nuclear power in the future. This study has been found that there have been 17 nuclear power plants across the country, which produce 30% of energy consumed in Japan and increase to 41% within 2015. Thus, Japan plans to construct more nuclear power plants so as to decrease energy imported. Additionally, the success of the use of nuclear power is based on 3 following main factors. (1) Energy policy extremely emphasizes the use of nuclear power. While the political and social situation has changed, nuclear power development policy has been implemented steadily. For public interest, Japan has carried out energy policy by aiming to the use of nuclear power, which is based on “3 Es” principle, e.g. Energy Security, Economic Growth and Environment Protection. (2) Law related to nuclear power has been developed comprehensively by truly covering and promoting nuclear power development. Legislation and law enforcement concerning nuclear power policy have been very relative and effective especially Law on Compensation for Nuclear Damage and Electric Power Development Promotion Law. And (3) people participation, by either supporting or opposing the construction of nuclear power plants, has actually been the way to give people any chance to take part in the nuclear power policy. Japan has decided to take people participation approach by which no one model fits all. The appropriate approach has relied on the strength and independence of local autonomy, the charismatic local and nation leader, and other related factors, which are Japan’s nuclear power policy, the cooperation between public and private sectors in the management of nuclear power, the advancement of nuclear technology from overseas and domestic private companies, the research and development of energy and other significant aspects, and the dissemination the knowledge about nuclear to youth and a lot of people. In case of the progress of the construction of nuclear power plants in Thailand, there has been planned to construct 2 nuclear power plants in 2014-2020 in order to produce energy 2,000 MW to the system within 2020-2021. The feasible station of nuclear power plants would be in Suratthanee, Nakhonsawan, KhonKaen, and Traad. However, the problems and impediments of nuclear power development in Thailand are as follows. (1) Thai power policies are not clear and Thai government is not stable. (2) Many drafts of Law dealing with nuclear do not cover and are not efficient enough. (3) There have been inadequate specialized public agencies. (4) People in affected area do not have any chance to take part in the study about the feasibility of the construction of power plants. And (5) there has been no method to promote the information, understanding and recognition about the importance of the construction of nuclear power plants. Consequently, the suggestions for the public agencies to develop nuclear power in the future are as follows. (1) We have to continue nuclear power policy steadily and every part in our country should move forward the construction of nuclear power plants to be “National Agenda”. (2) To accelerate to legislate about the responsibility from nuclear damage and the substitution for the local where the site of nuclear power plants are to gain the public acceptance. (3) To strengthen local autonomy in order to have a power to negotiate with the state. (4) To promote the information and understanding about the nuclear power plants to people particularly the security, and aim to implement the public relation and activities for people who live in the affected area. And also (5) to develop human resources who work about nuclear power such as Nuclear Technician, Nuclear Physician so as to supply efficient human resources for the nuclear power plants of Thailand in the future. |
| บรรณานุกรม | : |
ชาญวิทย์ ชัยกันย์ . (2554). การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ชาญวิทย์ ชัยกันย์ . 2554. "การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ชาญวิทย์ ชัยกันย์ . "การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. ชาญวิทย์ ชัยกันย์ . การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
