| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน |
| นักวิจัย | : | กชกร เดชะคำภู |
| คำค้น | : | นครพนม , อินทรีย์ , โคพื้นเมือง , โคเนื้อ , โคเนื้ออินทรีย์ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5120082 , http://research.trf.or.th/node/4320 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการ การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบดั้งเดิม ได้ดำเนินการใน 5 อำเภอของจังหวัดนครพนม ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม และอำเภอวังยาง โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลบริบทชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นการเลี้ยงโคพื้นเมืองในจังหวัดนครพนม (2) เพื่อสำรวจชนิดและปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากการปลูกพืชแบบอินทรีย์ (3) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการตลาดเนื้อโคอินทรีย์ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยให้เกษตรกรที่ได้เข้าร่วมในการปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การผลิตเกษตรอินทรีย์ในระยะแรกของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครพนม จำนวน 12 กลุ่ม มีส่วนร่วมในกระบวนการ การศึกษาภูมิปัญญาการเลี้ยงโคพื้นเมือง บริบทชุมชน เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดนครพนม ชนิดและปริมาณวัตถุดิบ อาหารสัตว์ที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการตลาดเนื้อโคอินทรีย์ ผลการศึกษาพบว่าจังหวัดนครพนมมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและราบลุ่มชายฝั่งแม่น้ำโขง เกษตรกรจะทำอาชีพเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่มีการเลี้ยงโคพื้นเมือง เนื่องจากมีลักษณะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ ให้ลูกดก และสามารถใช้ประโยชน์จากอาหารหยาบที่มีคุณภาพต่ำได้เป็นอย่างดี ลักษณะการเลี้ยงโคพื้นเมืองของเกษตรกรจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสภาพพื้นที่ ปัจจุบันค่านิยมในการเลี้ยงโคพื้นเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพื้นที่และแรงงานเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนอาหารเลี้ยงสัตว์ เพราะเกษตรกรส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปปลูกพืชพลังงานทดแทน เป็นสาเหตุให้จำนวนโคพื้นเมืองลดลงจากอดีตมาก แต่โคพื้นเมืองก็ยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร ปัจจุบันการเลี้ยงโคมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจำหน่าย และใช้ผลพลอยได้จากมูลในการทำปุ๋ย เป็นการเลี้ยงแบบเกษตรกรรายย่อย ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรเอง พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ป่าเขา และทุ่งนา โดยอาศัยแหล่งอาหารตามธรรมชาติเป็นหลัก การศึกษาชนิดประมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ พบว่าส่วนใหญ่มีการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์เป็นหลัก และในบางพื้นที่เริ่มมีการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พืชผัก มันสำปะหลัง เป็นต้น หมุนเวียนกันตามแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ การเพาะปลูกพืชเหล่านี้ยังมีปริมาณน้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้นในการศึกษานี้ จึงพิจารณาเศษเหลือที่ได้จากเพาะปลูกแบบอินทรีย์ที่มาจากข้าวเป็นหลัก โดยการวิเคราะห์ปริมาณวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่ได้จากการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ในปี 2550 พบว่า มีปริมาณวัสดุเศษเหลือที่สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ จำนวน 1,636 ตัว และในปี 2551 มีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ จำนวน 4,393 ตัว ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า หากพิจารณาภาพรวมของผลผลิตของการเพาะปลูกพืช ของทั้งจังหวัดนครพนม ที่มีการเพาะปลูกพืชหลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วลิสง แตงโม พืชผักสวนครัว เป็นต้น ในปี 2550 พบว่า วัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่มีการเพาะปลูกในพื้นที่ศึกษามี จำนวน 7,169 ตัน ซึ่งหากนำวัสดุเศษเหลือทั้งหมดมาใช้ในการเลี้ยงโคจะสามารถนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคได้ถึง 92,608 ตัว หากเกษตรกรในพื้นที่ศึกษามีการปรับเปลี่ยนหันมาทำการเพาะปลูกแบบอินทรีย์มากขึ้นจะสามารถเพิ่มปริมาณวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ที่ในปัจจุบันยังคงมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่การเพาะปลูกข้าวทั้งหมดของพื้นที่ศึกษา และควรมีการขยายการเพาะปลูกอินทร์ไปยังพืชชนิดอื่น ๆ นอกฤดูทำนาเพื่อเพิมปริมาณวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรในการให้เป็นอาหารเพื่อผลิตโคอินทรีย์ได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นพื้นที่ศึกษาในจังหวัดนครพนมจึงมีแนวโน้มความเป็นไปได้ในการพัฒนาการผลิตไปสู่ตลาดโคเนื้อพื้นเมืองอินทรีย์ เนื่องจากปัจจัยความพร้อมในหลายด้าน ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคในพื้นที่มีความต้องการและสนใจที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่การเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบอินทรีย์ที่สอดคล้องกับวิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมเกษตรกรไม่ต้องปรับตัวมาก โดยในปัจจุบันเกษตรกรมีความตื่นตัวของการลด ละเลิกการใช้สารเคมีในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น แนวโน้มของการเพาะปลูกพืชแบบอินทรีย์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งกระแสรักษุ์สุขภาพทำให้สินค้าที่มาจากการผลิตแบบอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาด แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเพื่อเข้าสู่ระบบปศุสัตว์อินทรีย์ในแต่ละพื้นที่ศึกษามีเงื่อนไขและระยะเวลาการที่แตกต่างกัน เช่น ตำบลนาราชควาย อำเภอเมือง และตำบลวังยาง อำเภอวังยาง พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบสูง น้ำไม่ท่วมถึง มีความเสี่ยงน้อยในการปนเปื้นของสารเคมีจากการทำเกษตร คากว่าสามารถเข้าสู่ระบบปศุสัตว์อินทรีย์ได้ภายในระยะเวลา 3 ปี ส่วนพื้นที่อื่นๆ การเข้าสู่ระบบปศุสัตว์อินทรีย์คงต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 ปี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ราบต่ำมีน้ำท่วมขังทุกปี มีโอกาสในการปนเปื้อนสารเคมีในการเพาะปลูกสูง เนื่องจากในพื้นที่ข้างเคียงยังมีการใช้สารเคมีอยู่มาก แต่ละพื้นที่บ้านน้อยหนองเค็ม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ลักษณะพ้นที่อยู่ในเขตชุมชนเมือง ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน มูลโคส่งกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้าน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงโคพื้นเมือง ซึ่งใอนาคตประมาณ 5 ปี อาจจะไม่มีการเลี้ยงโคพื้นเมือง |
| บรรณานุกรม | : |
กชกร เดชะคำภู . (2553). การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กชกร เดชะคำภู . 2553. "การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กชกร เดชะคำภู . "การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. กชกร เดชะคำภู . การศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดเนื้อโคอินทรีย์ตามวิถีการเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
