| ชื่อเรื่อง | : | ระบบจัดการผลิตพริกที่มีปริมาณสาร capsaicin สูงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย |
| นักวิจัย | : | อิทธิสุนทร นันทกิจ |
| คำค้น | : | capsaicin , chili , fertilize , การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ แคปไซซิน วัสดุปลูก , พริก |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5120044 , http://research.trf.or.th/node/4303 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ทำการปลูกทดสอบพริกที่มีความเผ็ดสูง 4 สายพันธุ์ คือ พริกพิโรธเป็นพริกพื้นบ้านปลูกที่จังหวัดลพบุรี พริก Jolokia สองพันธุ์ คือ Bhut และ Naga Jolokia เป็นเมล็ดที่สั่งจากต่างประเทศ และพริก Red Savina Habanero เมล็ดสั่งจากต่างประเทศในสภาพแวดล้อมต่างๆกันเพื่อดูศักยภาพของพริกพิโรธเพื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยดูจากผลผลิตและการจัดการการปลูกพริกทั้ง 4 พันธุ์ จากการทดลองได้ข้อสรุปดังนี้ 1. จากการวิเคราะห์ DNA พบว่าพริกพิโรธ เป็นพันธุ์เดียวกับพริก Bhut Jolokia และมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยจากพริก Naga Jolokia 2. จากการทดลองปลูกแบบไม่ใช้ดินในวัสดุปลูกชนิดต่างๆ ผลของวัสดุปลูกที่ใช้จะไม่มีผลต่อผลผลิตของพริก ซึ่งจากการทดลองแนะนำให้ใช้วัสดุปลูกขี้เถ้าแกลบ หรือขุยมะพร้าว หรือมะพร้าวสับขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นวัสดุปลูกที่มีอยู่ในประเทศ ราคาถูกหาได้ง่ายและผลผลิตพริกดี 3. เมื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพริกที่ปลูกในโรงเรือนแบบต่างๆพบว่าพริกทั้ง 3 พันธุ์ที่ปลูกในโรงเรือนแบบ Evaporative cooling greenhouse จะมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีที่สุด โดยพริกพิโรธ และ Jolokia จะได้ผลผลิตประมาณ 670 กรัม/ต้น/4เดือน (พริก 1 ต้นใช้พื้นที่ปลูก 1 ตารางเมตร) โดยผลผลิตจะมากกว่าที่ปลูกในโรงคลุมด้วยสแลนพรางแสงถึง 3 เท่า และมากกว่า ปลูกในโรงเรือนเปิด ถึง 8 เท่า ส่วนพริก Red Savina Hahanero จะให้ผลผลิตสูงกว่า พริกพิโรธ และ Jolokia มากประมาณ 2.5 เท่า โดยผลผลิตที่ได้ประมาณ 1700 กรัม/ต้น 4. จากการนำผลผลิตพริกที่ได้/ต้น และ% ของสาร Capsaicin ทั้งหมดในพริกแต่ละพันธุ์มาคำนวณเป็นปริมาณ Capsaicin ที่ผลิตได้/ต้นพบว่า พริกพิโรธ และ Jolokia สามารถผลิต Capsaicin ได้ 40 กรัม/ต้น และพริก Red Savina Habanero ผลิตได้ 20 กรัม/ต้น แสดงว่าถึงแม้ พริก Red Savina Habanero จะได้ผลผลิตสูงที่สุดแต่สามารถผลิตสาร Capsaicin ได้น้อยกว่าพริกพิโรธ หรือ พริก Jolokia มาก 5. การปลูกพริกในดินจะมีปัญหามากว่าการปลูกโดยไม่ใช้ดินมากโดยเฉพาะการปลูกในฤดูฝน บางการทดลองไม่สามารถเก็บผลผลิตได้เลย การปลูกในดินในฤดูฝนต้องมีการพรางแสงและคลุมพลาสติกกันฝน แต่ผลผลิตที่ได้จะน้อยคือได้ประมาณ 200 -250 กรัม/ต้น 6. จากการทดลองเปรียบเทียบพริกพิโรธที่ปลูกจากเมล็ดและที่ปลูกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพบว่าพริกจะมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตไม่ต่างกัน 7. ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการปลูกพริกทั้งสามสายพันธุ์คือการระบาดของไรขาว ซึ่งพริกพิโรธ และ Jolokia มีความอ่อนแอมากกว่าพริก Red Savina Habanero โดยเมื่อถูกไรเข้าทำลายจะแสดงอาการใบหงิกและถ้าทำการป้องกันกำจัดไม่ทัน จะมีการเข้าทำลายของ ไวรัส ทำให้ใบหงิกทั้งต้น ไม่สามารถทำการปลูกต่อไปได้ต้องทำลายทิ้ง 8. จากการวิเคราะห์ปริมาณ Capsaicin ในพริกทั้งสามสายพันธุ์ พริก พิโรธ และพริก Naga Jolokia ,Bhut Jolokia มีปริมาณ Capsaicin ทั้งหมดไม่แตกต่างกันและมีดัชนีความเผ็ด(Scoville Heat Units, SHU)อยู่ที่ 700,000-1,000,000 SHU ซีงเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ส่วนพริก Red Savina Habanero มีดัชนีความเผ็ดอยู่ที่ 60,000 – 200,000 SHU :ซึ่งน้อยกว่าพริกพิโรธและ Jolokia มากประมาณ 5-6 เท่า 9. การปลูกพริกเพื่อผลิตสาร Capsaicin เป็นการค้าควรใช้พริกพันธุ์ พิโรธ ซึ่งสามารถใช้เมล็ดในประเทศไทยขยายพันธุ์และมีความเผ็ดสูงที่สุดในโลก โดยปลูกในวัสดุปลูกที่หาได้ในประเทศได้แก่ขุยมะพร้าว, กาบมะพร้าวสับ หรือขี้เถ้าแกลบ และเป็นการปลูกในโรงเรือนที่พรางแสงและป้องกันฝน |
| บรรณานุกรม | : |
อิทธิสุนทร นันทกิจ . (2553). ระบบจัดการผลิตพริกที่มีปริมาณสาร capsaicin สูงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อิทธิสุนทร นันทกิจ . 2553. "ระบบจัดการผลิตพริกที่มีปริมาณสาร capsaicin สูงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อิทธิสุนทร นันทกิจ . "ระบบจัดการผลิตพริกที่มีปริมาณสาร capsaicin สูงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. อิทธิสุนทร นันทกิจ . ระบบจัดการผลิตพริกที่มีปริมาณสาร capsaicin สูงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
