| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการสกัดใบยาสูบเพื่อใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืชในรูปแบบอิมัลชั่นเข้มข้น |
| นักวิจัย | : | จินดาพร ภูริพัฒนาวงษ์ |
| คำค้น | : | Nicotiana tabaccum Extract , Pesticide , Product development , Stability , การพัฒนาผลิตภัณฑ์ , ความคงตัว , ยากำจัดศัตรูพืช , สารสกัดใบยาสูบ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5120016 , http://research.trf.or.th/node/4287 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ปัญหาในการนำสมุนไพรมาใช้เป็นตัวควบคุม หรือกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นคือความไม่คงตัวของสมุนไพร สารสำคัญในสมุนไพรสลายตัวง่ายทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ไม่แน่นอนมีความแปรปรวนสูง นอกจากนี้ปริมาณสารสำคัญที่มีในสมุนไพรนั้นอาจขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์พืช ฤดูกาล และแหล่งเพาะปลูก ปัจจุบันสมุนไพรไทยที่นำมาใช้ในในการควบคุม และกำจัดศัตรูพืชนั้นมีอยู่น้อย และใช้กันเองในหมู่เกษตรกร ไม่มีกระบวนการในการตรวจสอบมาตรฐาน และควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ ตลอดจนขาดการหาปริมาณสารสำคัญหรือสารที่ออกฤทธิ์ งานวิจัยนี้ได้นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการศึกษาเพื่อเตรียมสารสกัดจากใบยาสูบ พัฒนาวิธีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของสารสกัดใบยาสูบและผลิตภัณฑ์ที่เตรียมในรูปแบบของอิมัลชันเข้มข้น เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการกำหนดคุณลักษณะ (specification) ที่แน่นอนและเหมาะสมในการนำใบยาสูบมาเตรียมเป็นสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในการควบคุม และกำจัดศัตรูพืช งานวิจัยนี้ได้เตรียมสารสกัดจากใบยาสูบ ตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดคือ 95% ethanol โดยน้ำหนักของสารสกัดเมื่อคิดเป็นร้อยละเทียบกับใบยาสูบแห้งจะได้ 19.55% สารสกัดใบยาสูบมีลักษณะเป็นของเหลวหนืดสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนของใบยาสูบ นำสารสกัดที่ได้มาหารูปแบบการเคลื่อนที่บนแผ่นรงคเลขผิวบาง (TLC-Fingerprint) และรูปแบบการเคลื่อนที่ใน High Performance Liquid Chromatography (HPLC-Fingerprint) งานวิจัยนี้ได้ศึกษา และพัฒนาวิธีวิเคราะห์หาปริมาณสารสำคัญ nicotine โดยเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ชนิด reversed phase (C-18) ใช้อัตราส่วนของตัวทำละลายเคลื่อนที่ (mobile phase) คือ water 700ml+Triethylamine (TEA) 1 ml – acetonitrile ในอัตราส่วน 70 : 30 กำหนดอัตราการไหล 1 ml/min และตรวจวัดสารสำคัญ nicotine ที่ความยาวคลื่นเท่ากับ 260 nm โดยใช้เครื่อง diode-arrays พบว่า retention time ของสารสำคัญ nicotin เท่ากับ 9.35 – 9.40 นาที ซึ่งวิธีการที่ได้พัฒนาขึ้นมานี้ดัดแปลงมาจากหัวข้อ assay ของ Nicotine transdermal system ในเภสัชตำรับ USP 27 เมื่อศึกษา stability-indicating assay จะได้ว่าสารสำคัญ nicotine ในสารสกัดจากใบยาสูบค่อนข้างคงตัวภายใต้สภาวะกรด ด่าง และความร้อน เมื่อทำการศึกษาความคงตัวของสารสกัดใบยาสูบในสภาวะเร่ง (อุณหภูมิห้อง, 45 และ 70oC ; ความชื้นสัมพัทธ์ 75%) พบว่าไม่สามารถบ่งชี้ถึงความคงตัวของสารสกัดใบยาสูบได้อย่างชัดเจนเนื่องจากมีความแปรปรวนของสารสำคัญในสารสกัดสูง ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสารสกัดใบยาสูบให้อยู่ในรูปแบบของอิมัลชันเข้มข้น ซึ่งได้สูตรตำรับมีลักษณะทางกายภาพ และเคมีที่ดี ไม่ตกตะกอนเมื่อตั้งทิ้งไว้ กระจายตัวได้ดีและไม่ตกตะกอนเมื่อนำไปเจือจางด้วยน้ำขณะนำไปใช้ และองค์ประกอบเพิ่มเติมที่มีในสูตรตำรับไม่รบกวนวิธีการวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้น เมื่อนำผลิตภัณฑ์ที่เตรียมได้ไปศึกษาหาความคงตัวพบว่าผลิตภัณฑ์มีความคงตัวที่ดี และอายุของผลิตภัณฑ์นี้สามารถอยู่ได้อย่างน้อย 6 เดือน เมื่อนำผลิตภัณฑ์ที่เตรียมได้ไปทำการเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วนต่าง ๆ และนำไปฉีดพ่นในแปลงเกษตรทดลองพบว่าในทุกอัตราส่วนแมลงศัตรูพืชที่ใช้ทดลองคือเพลี้ยอ่อนนั้นตายทั้งหมด และใบของพืชที่ใช้ทดลองก็ยังมีความเขียวสดอยู่ไม่เกิดรอยไหม้บริเวณที่ฉีดพ่น และผู้ใช้มีความพึงพอใจ |
| บรรณานุกรม | : |
จินดาพร ภูริพัฒนาวงษ์ . (2553). การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการสกัดใบยาสูบเพื่อใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืชในรูปแบบอิมัลชั่นเข้มข้น.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. จินดาพร ภูริพัฒนาวงษ์ . 2553. "การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการสกัดใบยาสูบเพื่อใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืชในรูปแบบอิมัลชั่นเข้มข้น".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. จินดาพร ภูริพัฒนาวงษ์ . "การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการสกัดใบยาสูบเพื่อใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืชในรูปแบบอิมัลชั่นเข้มข้น."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. จินดาพร ภูริพัฒนาวงษ์ . การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการสกัดใบยาสูบเพื่อใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืชในรูปแบบอิมัลชั่นเข้มข้น. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
